ในแง่ของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและประสบการณ์ของประเทศอื่น ๆ ประเทศกำลังทำการตัดสินใจที่สำคัญมากในวันนี้นายกรัฐมนตรี นเรนธรา โมดี้ ประกาศทางโทรทัศน์ไปยังประเทศอินเดียเมื่อวันที่ 24 มีนาคมตั้งแต่เที่ยงคืนเป็นต้นไปทั้งประเทศ 

 

ตลอดสามสัปดาห์ที่ผ่านมาจะไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านของเขาหรือเธอซึ่งเป็นการกักขังและกักกันผู้คนกว่า 1.3 พันล้านคนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในการประมูลเพื่อให้มีการแพร่กระจายของ covid-19

เจ้าหน้าที่ได้ปลดเคอร์ฟิวบ้างเพื่ออนุญาตให้คนซื้ออาหารและสิ่งจำเป็นอื่น ๆ ประสบการณ์หลายสิบปีของผมในฐานะนักวิทยาศาสตร์สาธารณสุขที่อาศัยและทำงานในกัลกัตตาเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากร 63,000 ต่อตารางไมล์แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์ขนาดเดียวเหมาะกับทุกคนซึ่งรวมตัวกันเป็นชุมชนที่มีอาชีพหลากหลายและสภาพความเป็นอยู่ มีแนวโน้มที่จะล้มเหลว

เมื่อวานนี้ฉันเดินผ่านตลาดสดที่คนในชุมชนแออัดซึ่งอาจจะมีคนหลายพันคนซื้อและขายผักในพื้นที่น้อยกว่า 600 ตารางฟุต ประชากรมากกว่าร้อยละ 40 อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดที่ซึ่งบุคคลสามหรือสี่คนแบ่งปันห้องเดี่ยวที่มีพื้นที่เฉลี่ยเจ็ดตารางฟุต สำหรับพวกเขาการสังสรรค์ทางสังคมหรือการกักกันที่บ้านจะรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องเลวร้ายมาก

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาบุคคลในสลัมสามแห่งในมุมไบซึ่งสภาพความเป็นอยู่คับแคบ ได้ทดสอบแล้วพบว่าเลือดเป็นบวก ติดไวรัส covid-19 สามารถแพร่กระจายอย่างไม่สามารถควบคุมได้ในสลัมเหล่านี้ในช่วงที่มีการล็อคดาวน์

เมืองอินเดียหลายแห่งมีย่านแสงสีแดงมากมาย ตัวอย่างเช่นมีผู้ให้บริการทางเพศมากกว่า 5,000 คนซึ่งวิชาชีพเพิ่มความเสี่ยงในการทำสัญญาและส่งสัญญาณ covid-19 อาศัยอยู่ในเขตโซนะงะชิทางตอนเหนือของกัลกัตตา ผ้าม่านแบ่งห้องเดี่ยวที่พวกเขาและครอบครัวใช้เป็นส่วนต่าง ๆ ใช้สำหรับทำงานนอนทำอาหารและทำกิจกรรมอื่น ๆ 

ในปัจจุบันผู้ให้บริการทางเพศส่วนใหญ่ใน โซนากาชิ ไม่ได้ให้บริการทางเพศแก่ลูกค้าเพราะกลัวว่าจะติดโรค 

แต่เมื่อพวกเขาทำเช่นนั้นลูก ๆ ของพวกเขาเล่นบนถนนหรือได้รับการดูแลจากผู้ให้บริการทางเพศที่เกษียณอายุ) พวกเขาสามารถแยกตัวเองเพื่อปกป้องสมาชิกในครอบครัวและคนอื่น ๆ

นอกจากนี้ระหว่างร้อยละ 15 ถึง 20 ของประชากรในมุมไบและกัลกัตตารวมถึงเด็กอาศัยอยู่บนถนนและใช้ห้องน้ำสาธารณะที่มีการกักตัว, การเข้าถึงสบู่และน้ำ พวกเขาจะล้างมือบ่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อได้อย่างไร

อินเดียมีผู้ติดเชื้อ 4,789 ราย แต่หายแล้ว 353 มีผู้เสียชีวิต 124 ราย เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรแล้วติดเชื้อไวรัสสายพันธ์ใหม่น้อยมาก

 

ได้รับการสนับสนุนเรื่องราวโดย   ufabet

วิธีในการทำให้ผิวของเราขาวใสด้วยสบู่  และใบหน้าของเราไม่เป็นสิว  

เราคิดว่าไม่มีใครคนไหนที่อยากจะมีผิวหรือใบหน้าที่หมองคล่ำดังนั้นเราก็เลยที่จะมาบอกวิธีในการที่เราทำแล้วไม่ให้ผิวของเราหมองคล้ำ  และทำให้ใบหน้าของเราขาวใสไร้สิวได้อีกด้วยเราไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง  

อุปกรณ์ที่เราต้องเตรียม 

สบู่เบนเนท 1 ก้อน  และเราควรที่จะหั่นเป็นก้อนเล็กๆ

น้ำเกลือโดยประมาณเกือบหมดขวด                      ขวดปั้ม 1 ขวด โดยที่ล้างและทำความสะอาดแล้ว 

ขั้นตอนในการที่เราทำ  

  • เริ่มจากที่เราต้องหั่นสบู่ที่เราเตรียมเอาไว้จากนั้นก็หั่นให้เป็นชิ้นเล็กจากนั้นก็เอาไปใส่ในขวดที่เราได้เตรียมเอาไว้ 
  • เมื่อเราหั่นเสร็จแล้วเราก็เอาน้ำเกลือที่เราเตรียมเอาไว้  จากนั้นก็เทใส่ลงไปในขวด 
  • คราวนี้เราก็รอให้ละลายและเป็นเป็นเนื้อเดียวกัน   

เริ่มแรกนั้นเราต้องเรียนรู้ก่อนว่าการที่เราจะมาทำความสะอาดผิวและเราก็อยากที่จะให้ผิวของเราขาวใส  และต้องการที่จะให้ใบหน้าของเราไม่เป็นสิว เราก็ต้องดูแลผิวของเราไม่ใช่ออกไปตากแดดและเอามาใช้บอกว่าผิวของเราไม่ขาวขึ้นเลย  อันนี้เราต้องบอกก่อนว่าแล้วแต่ผิวของแต่ละคน  เพราะว่าผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน   ดังนั้นเราต้องดูแลผิวของเราเองด้วย 

       โดยส่วนตัวที่เราใช้นั้นเราใช้มาประมาณหนึ่งอาทิตย์เราเห็นความแตกต่างและทำให้ผิวของเราดีขึ้นและผิวของเราก็ขาวใสขึ้น เราแค่ใช้ในการฟอกตัว  ไม่ได้และเราก็เอามาใช้สำหรับในการล้างหน้าเพราะว่าการที่เราล้างหน้าก็ทำให้เราไม่เป็นและผิวของเราก็ไม่แห้งมากเกินไป 

เพราะว่าการที่เราเอามาล้างหน้าเราก็ล้างทำความสะอาดแบบปกติ  เราเลยทำบอกว่าในการที่เราทำความสะอาดและใบหน้าของเราสิวก็ไม่เกิดขึ้น  และการที่เราใช้  โดยการที่เอาน้ำเกลือมาล้างหน้าก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้วเพราะว่าการที่เราเอาน้ำเกลือมาเช็ดหน้าก็ทำให้หน้าของเราสะอาด  เพราะว่าการเช็ดหน้าด้วยน้ำเกลือเป็นเรื่องที่เรารู้กันอยู่แล้วว่าการที่ที่เราเช็ดหน้าด้วยน้ำเกลือ 

    ดังนั้นในการที่เราจะล้างหน้าหรือว่าทำความสะอาดบนใบหน้าก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพของใบหน้าเราและขึ้นอยู่ว่าเราทำความสะอาดบนใบหน้านั้นดีหรือเปล่าและในน้ำเกลือและสบู่ที่เราได้บอกไปนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพของผิวเราด้วยเพราะว่าเราจะแพ้สบู่หรือเปล่า  ถ้าเราแพ้หรือว่าใบหน้าของเราแห้งหรือว่าตึงมากเกินไปก็ไม่ดี  เราก็ควรที่จะหยุดใช้  

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   gclub มือถือ ทดลองเล่น

เพื่อน  หมายถึงคนที่เราไว้ใจ  คนที่เราเชื่อใจ  พูดคุยได้ทุกเรื่อง  คนที่อยู่เคียงข้างเราทุกครั้งเวลาเราเกิดปัญหา เพื่อนก็มีหลายประเภท  อาจจะเป็นได้ทั้งผู้หญิง  ผู้ชาย  รวมทั้งเพศที่สามด้วยก็ได้  แต่เพื่อนที่ฉันจะกล่าวถึงนี้  ไม่ใช่คน 

แต่เป็นโลกโซเชียลที่ฉันเรียกว่าเพื่อนอีกคนหนึ่งของฉัน  แม้นบางคนอาจมองว่าฉันใช้เวลาส่วนมากอยู่กับโซเชียลมากเกินไป  แต่ฉันไม่ได้ใช้มันเล่นเกม  หรือหลอกลวงคนอื่น ๆทางโลกโซเชียลเหมือนที่เป็นข่าวอยู่เป็นประจำ  หลอกลวงเด็กออกไปทำไม่ดี  หลอกเด็กที่มีวุฒิภาวะน้อยกว่าทำงานให้กับตัวเอง

  นั่นไม่ใช่ฉัน  ฉันมีโซเชียลไว้เพื่อทำงาน  งานของฉันต้องใช้เป็นประจำ  เพราะฉันทำงานในห้องสมุด  ที่เดียวนี้ห้องสมุดทุกแห่งมีคอมพิวเตอร์ไว้บริการลูกค้า  ให้ค้นหาข้อมูลต่างๆที่เค้าต้องการค้นหา  บางครั้งลูกค้าค้นไม่เจอต้องการความช่วยเหลือ  ฉันนี่แหละที่คอยช่วย 

มันกลายเป็นว่าฉันต้องศึกษาอยู่ตลอดเวลา  ไม่ว่าเรื่องราวนั้นจะอยู่ในประเทศไปยหรือต่างประเทศ  ฉันต้องคอยให้คำปรึกษาทุกคนได้  เวลาว่างที่ไม่มีลูกค้า  ฉันจะใช้โซเชียลค้นหาความสุขให้กับตัวเอง  เช่น  การดูหนังออนไลน์ 

เพราะฉันไม่มีเวลาที่จะไปดูที่โรงหนังเหมือนกับคนอื่นเค้า  การเลือกดูออนไลน์เป็นทางเลือกที่ทำให้ฉันได้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าของการทำงาน  หรือแม้นแต่เวลาฉันจะอาบน้ำทำกับข้าว  ทานอาหาร  กินกาแฟ  ฉันเปิดเพลงฟังจากยูทูป  เห็นเพลงใหม่ๆนักร้องใหม่ๆ 

เกิดขึ้นมากมาย  เพลงไหนบ้าง  นักร้องใครบ้างที่มียอดวิว 100 ล้านวิวขึ้นไป  ฉันก็รู้ก็ตามทันไม่ตกยุค  ได้เห็นความสามารถของนักร้องตัวน้อยๆอายุไม่ถึง 10 ขวบ  แต่กับสร้างรายได้  หาเงินให้กับพ่อแม่ได้ใช้อย่างสบาย 

ฉันมองเห็นว่าคนเราสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้จากการใช้ความสามารถที่เรามีอยู่อัดลงในยูทูป  ถ้ามีผู้ติดตามผู้กดไลด์ผู้แชร์  นั่นหมายถึงรายได้ที่จะเข้ามาหาเรา  ฉันดูและได้เห็นสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองสักวันเราจะได้หารายได้ให้กับตัวเองได้บ้าง

  แต่คงไม่ใช่ตอนนี้เพราะยังนึกไม่ออกว่าจะอัดเรื่องราวอะไร  ตอนนี้ได้แต่ค้นหาเพื่อดู  เพื่อเป็นเพื่อนในยามที่เราอยู่คนเดียว  ในยามที่เราว่าง  เป็นเพื่อนใหม่ที่มีความสำคัญกับฉันอยู่ไม่น้อย

แม้นว่าเราจะใช้โซเชียลทำอะไรได้หลายอย่าง  แต่ขอให้แต่ละคนใช้จิตสำนักรับผิดชอบต่อสังคม  นำเรื่องราวที่เป็นประโยชน์โหลดลงให้ผู้ติดตาม  ได้ติดตามแต่เรื่องที่เกิดประโยชน์ไม่ชี้นำทางไปในทางที่ไม่เหมาะสม  ภาษาที่ใช้ก็ให้เหมาะสมกับวัยของผู้ติดตาม  แค่นี้เราก็ใช้โซเชียลอย่างมีความสุข

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   จีคลับคาสิโนออนไลน์

เรื่องของเทคโนโลยีบนโลกเรานั้นถือว่าก้าวหน้าและพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเลยก็ว่าได้ เพราะความต้องของมนุษย์นั้นมีความสิ้นสุด มนุษย์สมัยใหม่นั้นชอบอะไรที่มันให้ความสะดวกสบาย รวดเร็วทันใจ บวกกับปัจจัยสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันแล้วมันก็ต้องเป็นอย่างนั้น

เพราะมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ในความเร่งรีบไปเสียหมด จึงทำให้เกิดการแข่งขันกันมากขึ้นซึ่งตัวแปรเป็นเวลาในการควบคุมสิ่งต่างๆ พูดถึงมนุษย์แล้วในหลายๆ ปีที่ผ่านมานั้นนักวิจัยได้มีการสังเกตถึงพฤติกรรมของมนุษย์อย่างจริงจัง และพบว่ามนุษย์รักความสบายมากขึ้นกว่าเดิม

ถ้าหากเปรียบเทียบกับมนุษย์ยุคก่อนๆ นั้นอาจจะเป็นเพราะเทคโนโลยีด้วยที่ได้เข้ามาอิทธิพลต่อมนุษย์เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้มีผู้นำจุดเด่นตรงนี้มาหาผลประโยชน์โดยการสร้างปัญญาประดิษฐ์อย่าง หุ่นยนต์ ขึ้นมา ปัญญาประดิษฐ์ หรือ ระบบปฏิบัติการแบบ Ai ที่เป็นเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอย่างคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน

ก็ถือว่าเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ตอบสนองกับความต้องการของมนุษย์ แต่เรากำลังจะพูดถึงในบทความนี้คือปัญญาประดิษฐ์หุ่นยนต์กัน  ในปัจจุบันนั้นปัญญาประดิษฐ์ถือได้ว่ามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ และขับเคลื่อนสังคมเป็นอย่างมาก

ลองคิดกันดูสิว่าถ้าพวกหุ่นยนต์เกิดมีความคิดมาเป็นใหญ่ในสังคมแทนมนุษย์จะเป็นอย่างไร แม้แต่บุคคลสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับ Ai อย่าง สตีฟฮอกกิ้ง ก็ยังได้ออกมากล่าวผ่านสื่อเลยว่า นี่จะเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ หรือแม้แต่ อิลอนมาร์ค ที่เป็นทั้งนักธุรกิจและนักพัฒนาเทคโนโลยี ก็ได้ยอมลงทุนเงิน 30,000 ล้านบาท

เพื่อทำการวิจัยที่จะสร้างวิธีรับมือกับ Ai ในอนาคต โดยปกติแล้ว Ai จะสามารถพัฒนาขีดความรู้ของตัวเองได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนบางทีที่พวกมันนั้นอาจจะมีความฉลาดมากกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำ และถ้าหากว่าหุ่นยนต์ หรือ Ai นี้เล็งเห็นว่ามนุษย์นั้นมีภัยต่อโลก หรือมีภัยต่อตัวของพวกมันเอง มันก็อาจจะสามารถพัฒนาหาวิธีการมาทำลายล้างมนุษยชาติให้สูญพันธุ์ไปในอนาคต

เพราะการตัดสินใจของ Ai ได้มาจากสถิติ ที่ได้มาจากองค์ความรู้ต่างๆ ที่ไม่ใช่ความรู้ที่จะสามารถพบในมนุษย์ได้ หลายคนจึงมีความสงสัยว่าแล้วทำไมถึงไม่หยุดการพัฒนาของ Ai นั้นเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ เพราะยังมีหลากหลายสายงานที่ต้องการ Ai อย่างเช่นโรงงานผลิตสินค้า

ที่เดิมทีอาจจะใช้แรงงานจามนุษย์ แต่มนุษย์นั้นมีความเหนื่อยได้ พูดได้ และอย่างที่ทราบกันดีว่ามนุษย์มีความเกียจคร้าน จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ Ai ต้องพัฒนาเพื่อให้ทำงานได้เทียบเท่ากับมนุษย์นั้นเอง และถ้าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็มีความเป็นไปได้อย่างแน่นอนที่หุ่นยนต์จะสามารถเก่งเหนือมนุษย์จนโลกไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีมนุษย์อีกต่อไป

 

ขอขอบคุณ  gclub  ที่ให้การสนับสนุน

การทำนาย คือการคาดคะเนสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือเรื่องราวในอนาคต ตามหลักของทางวิทยาศาสตร์แล้วการทำนายเป็นเพียงแค่การตั้งสมมติฐานเท่านั้น ซึ่งจะต้องใช้วิจารณญาณในวิเคราะห์ และไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน และไม่ควรนำมาเป็นความเชื่อทั้งหมด

เพราะมันสามารถหาสิ่งมาขัดแย้งได้อยู่เสมอ เชื่อว่าการทำนายก็ไม่ได้แตกต่างไปจากทฤษฎีเสียเท่าไหร่ นั้นเป็นเพราะว่าทฤษฎีเองก็เป็นเพียงแนวความคิดที่มีความเป็นไปได้มากกว่า แต่ก็ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ทั้งหมดก็เท่านั้น ถ้าอยากจะเปลี่ยนทฤษฎีให้เป็นเรื่องจริงนั้น

ก็จะต้องทำการสืบค้นและทดลองจนเกิดผลพิสูจน์ที่สามารถสรุปผลได้อย่างแน่ชัด เช่นเดียวกันกับเรื่องที่จะมาอธิบายในบทความนี้เรื่องของ แผ่นดินไหว เหตุการณ์แผ่นดินไหวถือว่าเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่อาจฝ่าฝืนได้ หากโลกปัจจุบันไม่มีสิ่งมีชีวิตเหตุการณ์ก็คงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมาก แต่ไม่ใช่เพราะปัจจุบันมีสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์และสัตว์อาศัยอยู่

การเกิดแผ่นดินไหวจึงก่อให้เกิดความเสียของทรัพย์สินและถึงชีวิตของสิ่งมีชีวิตได้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เมื่อในยุคแรกเริ่มที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาขึ้น จึงได้มีการสร้างเทคโนโลยีที่จะช่วยในการทำนายความน่าจะเป็นของการเกิดแผ่นดินไหว

ซึ่งมันเป็นเพียงแค่การคะเนการเกิดขึ้นเท่านั้น ไม่สามารถที่จะบอกได้อย่างชัดเจนว่าจะเกิดช่วงไหน เวลาไหน มีความรุนแรง และอันตรายมากแค่ไหน มีความคล้ายกับการพยากรณ์ที่ไม่ถูกต้องเสมอไป และได้ทำการทดลองทำนายการเกิดแผ่นดินไหวจากนักธรณีวิทยาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหลายคนมาทำการทำนายการเกิดแผ่นดินไหว

ได้ผลสรุปออกมาว่าจะเกิดแผ่นดินไหวในปีค.ศ.1994 ที่แคลิฟอร์เนีย แต่เมื่อถึงปีที่นักธรณีได้ทำนายเอาไว้นั้นดันไม่เกิดขึ้น แต่กลับไปเกิดขึ้นในปีค.ศ.2004 แทน จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมและรับมือได้อย่างทันทีจนเกิดความเสียเป็นอย่างมาก สถานที่ที่มักจะเกิดแผ่นดินไหวบนโลกเรานั้นได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา ซึ่งกลุ่มประเทศที่มักจะเกิดแผ่นดินไหวบ่อยนั้น

ก็ได้พยายามที่พัฒนาสิ่งที่มาทำนายและคาดการณ์เกิดแผ่นดินให้ได้อย่างแม่นยำมากที่สุด เพราะอย่างนั้นแล้วมนุษย์เราและสิ่งมีชีวิตอื่นๆอาจจะได้รับความเดือดร้อนถึงขั้นเสียชีวิต และเหตุการณ์ทางทำธรรมชาติเช่นนี้จัดอยู่ในเหตุการณ์ที่อาจจะทำให้มนุษย์ชาตินั้นสูญพันธุ์ได้ ปัจจุบันเองนั้นไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถบอกความแม่นยำของการเกิดแผ่นดินไหวได้

มากที่สุดคือการบอกความใกล้เท่านั้น ซึ่งถือได้ว่าในวงการวิทยาศาสตร์เองก็ไม่สามารถหาคำตอบของการเกิดแผ่นดินที่จะเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน ว่ามันมีอะไรที่ทำให้เกิดขึ้นในระยะไหนบ้าง และจะเริ่มและหยุดมันอย่างไร หรือไม่สามารถทำได้เลย ทั้งนี้เราอาจจะต้องรอให้เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากกว่านี้ ถึงจะสามารถคาดการณ์การเกิดภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวนี้ได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   ดูบอล

มนุษย์คนแรกของโลกคือใคร? มนุษย์เกิดจากอะไร? มนุษย์มาจากไหน? และคำถามอีกมากมายสำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับมนุษย์โลก เชื่อเลยว่าหลายคนคนคงจะมีความสงสัยเหมือนกันใช่ไหมว่า มนุษย์เกิดขึ้นได้อย่างไร? ถ้าหากให้พูดตามหลักของทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์แล้วนั้น

ซึ่งถือว่าแนวความคิดนี้ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากมาเป็นเวลานาน ก็คือ มนุษย์เกิดมาจากลิง เป็นลิงซิมแปนซีที่ได้วิวัฒนาการกลายมาเป็นมนุษย์ ที่เป็นแช่นนั้นเพราะว่าได้มีการขุดเจอฟอสซิลที่ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นลิงซิมแปนซีที่มีโครงกระดูกทุกอย่างคล้ายกับมนุษย์

และจากการสังเกตแล้วพบว่าลิงซิมแปนซีในปัจจุบันนั้นก็มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์หลายๆอย่าง มีรูปร่างลักษณะที่เหมือนกัน และยังสามารถเดินด้วยขาสองข้างได้อีกเช่นเดียวกัน รวมไปถึงโครงกระดูกส่วนต่างๆ ทั้งหมด จึงทำให้ทฤษฎีถูกเผยแพร่กันมากขึ้นและเมื่อเปรียบเทียบอย่างนั้นแล้ว

หลายคนจึงมีความเชื่อเช่นเดียวกัน แต่วิทยาศาสตร์นั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าหากเรานั้นไม่สังเกตหรือสงสัย ไม่ใช่แค่นักวิทยาศาสตร์หรอก คนทั่วไปก็สงสัยได้ กับเรื่องของต้นกำเนิดของมนุษย์ ถ้าหากว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิงจริงๆ แล้วลิงเกิดมาจากอะไร

แน่นอนว่าเรามักจะมีความที่ว่า สิ่งใดๆที่เกิดขึ้นมันจะเกิดจากความไม่มีไม่ได้ นั้นจึงเป็นที่มาของคำถามเหล่านี้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่สามารถหาคำตอบของคำถามนี้ได้ว่าต้นกำเนิดแรกเริ่มของมนุษย์นั้นเกิดมาจากสิ่งใดกันแน่

ในเวลาต่อมานั้นก็ได้มีทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวข้องว่าจะเป็นต้นกำเนิดการเกิดมนุษย์ อย่างเช่น ทฤษฎีมนุษย์เกิดมาจากปลา เพราะตอนมนุษย์อยู่ในครรภ์จะมีลักษณะเหมือนปลา ตาสองข้างอยู่คนละฝั่งเหมือนกับปลา จนคอยๆเลื่อนมาอยู่ด้านหน้า นิ้วมือยังไม่มีการแยกออกจากกัน โดยมีเนื้อเยื่อบางเชื่อมกันเอาเหมือนคีบปลา ขาสองข้างที่เปรียบเสมือนหางของปลา

เราจะเห็นได้ว่าปลานั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ ที่มีหางแบบกลีบเดียว และแยกออกเป็นสองกลีบ ซึ่งได้สันนิฐานว่ามนุษย์น่าจะมีวิวัฒนาการมาจากปลาสายพันธุ์ที่มีสองกลีบ ถึงอย่างนั้นก็จะมีคำถามย้อนกลับไปอีกว่าปลานั้นเกิดมาจากอะไร ทฤษฎีต่อจากนั้นก็คือ เซลล์ ที่ได้เจอกับน้ำ แสงแดด

และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ทำให้เซลล์เจริญเติบโตกลายเป็นปลา ในเวลาต่อมาจึงเริ่มมีวิวัฒนาการเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน จนกลายเป็นสัตว์บนบกอย่างสมบูรณ์ และมีการวิวัฒนาการมาอย่างเรื่อยๆ

ในความเป็นจริงทฤษฎีการเกิดของมนุษย์บนโลกนี้มีหลากหลายทฤษฎี หลากหลายความเชื่อก็ว่าได้ เพราะก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถพิสูจน์และให้คำตอบได้อย่างแน่ชัด แต่ถึงอย่างนั้นนักวิทยาศาสตร์เองก็ยังคงทำการศึกษาเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา และเป็นไปได้ว่าในอนาคตเราอาจจะทราบความจริงที่ว่า บรรพบุรุษของเรานั้นเป็นใครกันแน่ก็ได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   สล็อต ยิงปลา ฝากขั้น ต่ํา 100

มนุษย์คนแรกของโลกเกิดมาจากอะไร? คุณทราบหรือไม่? เชื่อเถอะว่าจะมีคนที่ให้ตอบหลากหลายแบบมาก ซึ่งคงจะหนีไม่พ้นเรื่องที่ว่ามนุษย์คนแรกคือ มนุษย์ที่มีวิวัฒนาการมาจากลิง เพราะเหตุใดเล่าทำไมถึงคิดว่าเป็นเช่นนั้น

นั้นเป็นเพราะว่าลิงเป็นสัตว์ที่มีอวัยวะเหมือนกับมนุษย์นั้นเอง แล้วถ้าเป็นอย่างสัตว์บางชนิดเองก็มีอวัยวะที่มีเหมือนกับที่มนุษย์มีนะอย่างเช่น ตา หู จมูก ปาก สัตว์ 4 เท้า ก็เปรียบเทียบกับมนุษย์ได้ที่เท้า 2 ข้าง แขน 2 ข้าง ถ้ามองในแง่ก็คงสงสัยเช่นเดียวกัน

แต่เพราะสัญชาตญาณของมนุษย์กับลิงนั้นคล้ายกัน และลิงเองก็สามารถเดินด้วยขา 2 ข้างได้อย่างมนุษย์อีกด้วย และในส่วนของโครงสร้างอย่างหัวกะโหลก กระดูกนั้นก็มีโครงสร้างที่คล้ายๆกัน จึงมีความเชื่อที่ว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิงนั้นเอง

แต่แล้วก็เกิดข้อถกเถียงกันในกลุ่มคนทั่วไปเองที่ศึกษาเรื่องชีวประวัติ และมีความสนใจในเรื่องวิทยาศาสตร์ด้านพันธุศาสตร์นี้ ซึ่งหลายคนเองได้ออกมาบอกว่า แท้จริงแล้วนั้นโลกเราไม่ได้มีมนุษย์คนแรก เพราะมนุษย์เราเกิดขึ้นจากการวิวัฒนาการ

และสิ่งตั้งต้นก็คือ เซลล์ ที่เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหมือนเจอกับน้ำ แสงแดด และทรัพยากรทางธรรมชาติ จนเซลล์ในวิวัฒนาการกลายมาเป็นปลา ในเวลาต่อมาก็ได้มีวิวัฒนาการมาเป็นสัตว์เลื้อยคลาน เป็นสัตว์ครึ่งบนครึ่งน้ำ

จนในที่สุดก็กลายมาเป็นลิงสายพันธุ์ที่ไม่หาง หากจะบอกว่าลิงทำการสืบพันธุ์กับสัตว์สายพันธุ์อื่นจนกลายเป็นมนุษย์นั้นไม่สามารถเป็นไปได้ ตามหลักการทดลองแล้วสัตว์ไม่สามารถสืบพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ถ้าไม่ใช่สายพันธุ์มันเอง ซึ่งในเวลาต่อมานั้นเองเราได้มีการวิวัฒนาการมาจากลิงพวกนั้นอีกโดยอาศัยปัจจัยต่างๆที่นำมาวิเคราะห์อย่างเช่น อาหาร สิ่งแวดล้อม

จึงเป็นสิ่งที่ใครหลายคนบอกว่า ไม่มีมนุษย์คนแรกของโลก เพราะมนุษย์ก็เกิดมาจากการวิวัฒนาการ ที่ในความเป็นจริงแล้วนั้นเราแถบไม่สามารถค้นหาความจริงได้เลยว่า มนุษย์เกิดมาจากอะไร เกิดมาจากเซลล์จริงๆหรือไม่ ซึ่งได้มีคำถามย้อนกลับมาว่า แล้วทำไมลิงในปัจจุบันถึงไม่วิวัฒนาการต่อให้เป็นมนุษย์ล่ะ

ซึ่งจากคำถามนี้จึงมีคนอธิบายว่า มนุษย์และลิงนั้นมีบรรพบุรุษคือสิ่งเดียวกันก็จริง แต่อาจจะเป็นไปได้ว่าระบบการทำงานของสมองนั้นมีความแตกต่างกัน ในกลุ่มของลิงที่ได้มีพัฒนาการทางสมองจะใช้ชีวิตแบบสัตว์ แต่ในอีกกลุ่มคือพวกที่มีพัฒนาการทางสมอง สามารถมีความคิด คิดค้น ค้นหา สร้างขึ้น ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้มีความต้องการในแบบเดียวกัน

และสืบพันธุ์กันเพื่อให้มีลูกหลานสืบไป แต่ถึงอย่างไรนั้นเรื่องนี้ก็เป็นได้เพียงแนวคิดเท่านั้น สุดท้ายแล้วก็ยังไม่มีอะไรข้อเท็จจริงใดๆมาหักล้าง แต่ในอนาคตที่เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น เราอาจจะทราบกันก็ได้ว่า มนุษย์เรานั้นเกิดมาจากอะไรกันแน่

 

ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

จากคำทายทั้งทางจิตวิทยาและทางวิทยาศาสตร์หลายๆแขนงที่ได้มีแนวคิดออกมาคล้ายๆกันว่า ในอนาคตโลกของเรานั้นจะไม่สามารถอยู่ได้ หรืออีกหนึ่งสาเหตุก็คือการที่โลกดับ

 

เพราะโลกนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากองค์ประกอบหลายอย่างทั้งน้ำ สภาพอากาศ แร่ธาตุต่างๆ ที่ก่อตัวทำให้โลกเกิดขึ้น ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญที่จะทำให้มนุษย์นั้นสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ เมื่อทราบอย่างนั้นแล้วทางนักวิทยาศาสตร์เองก็ทำงานวิจัยทรัพยากรเหล่านี้อย่างละเอียด ถึงแม้ว่าความเป็นไปได้อาจจะสามารถเกิดขึ้นได้

และไม่เกิดขึ้นก็คือ โลกเราจะสูญเสียทรัพยากรเหล่านี้ไป ซึ่งเราเองก็จะสามารถสังเกตได้จากรอบตัวอย่าง สภาพอากาศ เนื่องจากในปัจจุบันโลกเรานั้นมีการก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น และการใช้รถจักรยานยนต์ รถยนต์ ที่สร้างควันพิษเพิ่มมากขึ้น สารพิษเหล่านี้จะทำการกระจายตัวและลอยอยู่ในอากาศที่เราสามารถสูดดมเข้าสู่ร่างกายได้

และนอกจากนี้ถ้าหากมีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นก็จะอาจจะสามารถที่ทำให้ลอยขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศที่ปกคลุมโลกได้ ซึ่งจะเป็นการทำลายชั้นบรรยากาศและส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมภายในโลกหลายๆอย่าง อีกหนึ่งสิ่งก็คือแร่ธาตุ ที่อาศัยอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของโลกใบนี้

แร่ธาตุของโลกก็ไม่ได้ต่างกับแร่ธาตุที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์เราเลย ร่างกายของมนุษย์เรานั้นต้องการแร่ธาตุเข้าไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ เช่นเดียวกับโลกที่จะขาดแร่ธาตุไม่ได้ เพราะแร่ธาตุจะนำไปล่อเลี่ยงทรัพยากรต่างๆ

ภายในโลกให้ทำงาน และในปัจจุบันได้มีกลุ่มคนเริ่มขุดเจาะหาแร่ธาตุนำมาใช้ในงานต่างๆ ซึ่งทำให้มีการตรวจสอบได้ว่า แร่ธาตุบางชนิดที่อยู่บนโลกได้มีปริมาณที่ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ซึ่งได้มีการวิจัยออกมาว่าถ้าหากโลกเรานั้นไม่มีแร่ธาตุลงเหลืออยู่เลย

สภาพแวดล้อม ธรรมชาติ หรือสิ่งมีชีวิตจะไม่สามารถอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกต่อไป และในตอนนี้ก็ยังไม่สามารถหาทรัพยากรอะไรที่จำนำมาทดแทนได้ และสิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นตามมานั้นก็คือ ภัยจากธรรมชาติอย่าง อุทกภัย แน่นอนว่าน้ำเป็นทรัพยากรหนึ่งของโลก แต่ถ้าหากขาดการควบคุมจากแหล่งของแร่ธาตุและสภาพอากาศจะทำให้โลกมีความแปรปรวน

จึงเป็นที่มาดังคำทำนายว่า ก่อนที่โลกจะดับหรือหมดอายุไขของมัน น้ำจะทำการท่วมโลก พื้นแผ่นดินจะหายและจมลงใต้หมด ทั้งโลกจะมีเพียงแค่น้ำเท่านั้น และอาจจะต้องรอเวลาอีกหลายล้านปีเลยก็เป็นได้ ที่น้ำจะลดลงและเผยให้เห็นพื้นแผ่นอีกครั้ง แต่ถึงเป็นเช่นนั้นก็คงไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆเหลือรอดอยู่เป็นแน่

 

สนับสนุนโดย   จีคลับคาสิโนออนไลน์

ในโลกของอวกาศเราไม่อาจทราบมาได้อย่างแน่ชัดเลยว่าแท้จริงแล้วมันเกิดจากอะไร ถึงแม้ว่าในตำราเรียนจะถูกเขียนเอาไว้ว่าได้มีนักวิทยาศาสตร์คิดค้นทฤษฎีต่างๆของการเกิดจากจักรวาล การเกิดโลก ออกมาตามแต่

แต่ถึงอย่างไรนั้นมันก็ไม่ได้มีหลักฐานที่จะสามารถนำมายืนยันได้ว่าแนวคิดทฤษฎีเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง เพราะมนุษย์เราเองก็ไม่ได้เกิดทันที่จะเห็นองค์ประกอบการสร้างโลกขึ้นมาเสียหน่อย เอาล่ะมาเข้าเรื่องของเราเลยดีกว่า ดวงอาทิตย์ กับ โลก ถือว่าเป็นสิ่งที่อยู่คั่นมาช้านาน ดวงอาทิตย์ให้แสงสว่างและความอบอุ่น เพราะภายในพื้นผิวของพระอาทิตย์นั้น

มีอุณหภูมิที่สูงมากหลายเท่าถ้าหากเทียบกับอุณหภูมิภายในโลก คุณเคยคิดเล่นหรือไม่ว่าถ้าวันหนึ่งดวงอาทิตย์ดับสูญ หยุดการให้แสงสว่าง หยุดให้ความอบอุ่น โลกเราจะเป็นอย่างไร และ มนุษย์เราจะเป็นอย่างไร

ตามทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์แล้วนั้นได้บอกว่า ดวงอาทิตย์จะมีการดับสูญอย่างแน่นอน แต่ไม่ได้เกิดขึ้นภายในเร็วๆนี้ คงจะอีกประมาน 7 พันล้านกว่าปีเลยก็เป็นได้ ซึ่งในตอนนั้นเองมนุษย์เราอาจจะสามารถผลิตนวัตกรรมที่ทันสมัยพร้อมที่จะรับมือกับเหตุการณ์ทางธรรมชาติได้ ซึ่งในปัจจุบันเองก็ได้มีการออกสำรวจดาวดวงอื่นๆ

เพื่อค้นหาดวงดาวที่มีลักษณะคล้ายกับโลก เผื่อว่าในอนาคตมนุษย์จะต้องย้ายถิ่นฐานไปยังดาวโลกดวงใหม่เพื่อความอยู่รอด ดังที่กล่าวมาคือการวิเคราะห์ว่ากว่าจะเกิดเหตุการณ์ดวงอาทิตย์ดับคงมีเวลาพอที่จะทำให้มนุษย์นั้นอยู่รอด แต่ถ้าหากต้องอธิบายว่าความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ดับ ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะดับ

มันจะทำการขยายตัวให้ใหญ่เพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นดาวยักษ์แดง ซึ่งจากทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์บอกว่ามันจะการดูดกลืนดาวพุธและดาวศุกร์เข้าไป แต่โลกเราจะไม่โดดดูดถึงแม้จะเกือบก็ตาม หลังจากการดับสูญของดวงอาทิตย์ โลกเราจะมีอุณหภูมิที่สูงเพิ่มมากขึ้น ชั้นบรรยากาศถูกทำลาย มีอากาศที่เป็นพิษ และสิ่งที่ตามมาคือ มนุษย์จะล้มตายจนสูญพันธุ์

เพราะไม่สามารถทนอยู่ได้ แต่ได้มีการคาดเดาว่ากว่าจะถึงเวลานั้นที่ดวงอาทิตย์จะดับสูญ มนุษย์อาจจะสูญพันธุ์ไปด้วยสาเหตุอื่นๆก่อนเช่น โรคระบาด การขาดแคลนอาหาร การสู้รบ เป็นต้น หรือไม่มนุษย์เองจะมีการปรับตัวเข้าได้กับเชื้อโรคจนทำให้มนุษย์กลายพันธุ์เป็นสปีชีร์ใหม่ ที่ไม่ใช่อย่างที่พวกเราเป็นกันอยู่ในตอนนี้

เพื่อดำรงชีวิตให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในตอนนั้น ซึ่งเราไม่อาจจะทราบได้ว่าสายพันธุ์ของมนุษย์จะมีความรู้เทียบเท่ากับมนุษย์สปีชีร์ Homo ได้หรือไม่ ถ้าหากถึงเวลานั้นแล้วยังมีมนุษย์เหลือรอด หรือ มนุษย์สปีชีร์ใหม่ที่มีพัฒนาการที่เยี่ยม อาจจะสามารถสร้างนวัตกรรมที่ทำให้เผาพันธุ์ดำรงต่อไปได้แม้ว่าจะไม่มีดวงอาทิตย์ก็ตาม ซึ่งจะต้องหาพลังงานมาทดแทน อย่างเช่น นิวเคลียร์

 

สนับสนุนโดย   แทงบอลออนไลน์

คุณทราบหรือไม่ว่าขั้นบรรยากาศของโลกเรานั้นคืออะไร? แล้วคุณมองเห็นชั้นบรรยากาศของโลกเราหรือไม่? คุณกำลังสงสัยอยู่ใช่หรือไม่ว่าบรรยากาศคืออะไร แล้วเราจะมองเห็นเห็นชั้นบรรยากาศได้อย่างไรเพราะเห็นแต่สีท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้า

แล้วคุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าถ้าโลกเราไม่มีชั้นบรรยากาศจะเป็นอย่าง และเกิดผลกระทบอะไรต่อโลกบ้าง ฟังดูแล้วมีคำถามเต็มไปหมดเลยว่าไหม เอาล่ะเดี๋ยวจะมาอธิบายในแต่อย่างให้เข้าใจกันเลย คุณลองมองขึ้นไปบนท้องฟ้าดูสิ นั้นแหละชั้นบรรยากาศ คุณอาจจะสงสัยใช่หรือนั้น แต่ไม่ผิดหรอก ที่คุณเห็นอยู่ทั่วท้องฟ้านั้นแหละที่เราเรียกมันว่า ชั้นบรรยากาศ

ถ้าสมมติว่าโลกเราไม่มีชั้นบรรยากาศปกคลุมอยู่ในช่วงเวลากลางวัน ท้องฟ้าที่คุณเคยเห็นเป็นสีฟ้า ก็จะกลายเป็นสีดำที่มืดสนิท ถึงแม้ว่าจะยังมีแสงจากดวงอาทิตย์ส่องลงมาเช่นเดิม หากคิดภาพไม่ได้ออกลองนึกถึงดวงใจที่มีนักบินอวกาศไปสำรวจดูสิ

นั้นแหละจะเป็นในลักษณะแบบนั้นเลย แสงและเงาที่ส่องลงมาโดนวัตถุจะเข้มและแข็งมาก และเราจะเห็นดวงดาวได้อย่างชัดเจน ซึ่งหากเป็นในเวลากลางคืนก็จะมืดกว่าปกติและเห็นดาวได้ชัดเจนมากกว่าในตอนกลางวันที่ไร้ชั้นบรรยากาศอีก

แล้วทำไมเราถึงท้องฟ้าเป็นสีฟ้า นั้นเป็นเพราะชั้นบรรยากาศของโลกเรามีเส้นของแสงที่ยาวที่สุดนั้นก็คือ สีฟ้า เมื่อแสงจากดวงอาทิตย์ตกกระทบลงมาทำให้เราเห็นท้องเป็นสีฟ้า ซึ่งมีความแตกต่างจากของดาวอังคารที่ชั้นบรรยากาศเป็นสีแดง หรือ ดาวศุกร์ที่ชั้นบรรยากาศเป็นสีส้ม

นั้นก็คืออยู่กับเส้นของแสงที่ยาวของชั้นบรรยากาศของแต่ละดาวแตกต่างกันนั้นเอง ซึ่งถือว่าเป็นผลดีอย่างมากที่โลกเรานั้นมีชั้นบรรยากาศ เพราะชั้นบรรยากาศจะช่วยลดทอนการกระเจิงจากแสงของดวงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมายังพื้นผิวโลก ช่วยกรองแสง และรังสียูวีต่างๆได้ในระดับหนึ่ง

เพราะไม่เช่นนั้นถ้าโลกเราไม่มีชั้นบรรยากาศ แสงจากดวงอาทิตย์จะมีอนุภาพทำร้ายล้างผิวของมนุษย์เลยก็ว่าได้ ซึ่งพื้นผิวโลกอาจจะแห้งแร้งเหมือนกับพื้นผิวที่ขรุขระของดวงจันทร์ เพราะไม่มีชั้นบรรยากาศปกคลุมจะทำให้โลกมีอุณหภูมิที่ร้อนเพิ่มมากขึ้น

อย่างพวกภูเขาไฟระเบิด หรือ ลาวา ก็คงจะไม่หายไป ยังรวมไปถึงการเกิดฤดูกาลอีกด้วย ถ้าหากโลกไร้ชั้นบรรยากาศอย่างที่กล่าวไปว่าจะเจอเพียงแค่แสงแดดจากดวงอาทิตย์ ซึ่งถ้าหากพูดโดยรวมแล้ว เผลอๆนั้นอาจจะไม่มีมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตที่จะสามารถอาศัยดำรงอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างแน่นอน

 

สนับสนุนโดย  ufabet สมัคร