พูดถึงสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกโลกแล้วมันก็คงนึกถึงอะไรไม่ได้นอกจาก มนุษย์ต่างดาว เรื่องของมนุษย์ต่างถูกเล่าขานมาเป็นเวลานานมากแล้ว

แต่เพราะว่าในอดีตกาลนั้นจะทำให้เรื่องของมนุษย์ดูน่าเชื่อนั้นเป็นเรื่องที่ยาก เพราะไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีตัวตนอยู่จริง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเองจะมีหลักฐานเป็นรูปภาพก็ตาม ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่กลุ่มคนบางกลุ่มก็ไม่เชื่อเหมือนอย่างเคย นั้นเป็นเพราะว่าเทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น

อย่างการถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอ ก็สามารถตัดต่อโดยใช้โปรแกรม หรือถ้าหากว่ารูปภาพไหนคลิปวิดีโอไหนถูกตรวจสอบว่าเป็นของจริงไม่ได้ผ่านการตัดต่อ ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่อยู่ภาพนั้นเป็นเรื่องจริง เพราะอาจจะเป็นการจัดฉากขึ้นมาก็เป็นไปได้ แต่ในเวลาต่อได้มีการเปิดเผยข้อมูลบาง นั้นก็คือ การค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ จากที่องค์กร NASA นำยานอะพอลโล่11 พร้อม 3 นักบินขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์

หนึ่งในสามนักบินอวกาศนั้นก็คือ นีล อามสตรอง ได้บันทึกภาพของสิ่งประหลาดได้ ซึ่งเป็นคลิปภาพวิดีโอที่ในนั้นแสดงถึงวัตถุแปลกประหลาด ที่มีแสงสว่างเป็นดวงกลมกำลังเคลื่อนที่อยู่แถวๆดวงจันทร์ก่อนเดินทางหายไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งนีล อามสตรองเอง

ณ ตอนนั้นเขาได้บอกว่าไม่ได้บอกใครรวมทั้งเพื่อนนักบินที่เดินทางร่วมกันอีก 2 คน เพราะกลัวว่าจะเกิดความแตกตื่นและทำภารกิจไม่สำเร็จ ต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าข้อมูลเหล่านี้ทางองค์กร NASA ไม่ได้เป็นผู้เปิดเผยข้อมูลและส่งต่อให้ใครเปิดเผย แต่เป็นนีล อามสตรองเองที่ได้กล่าวให้ฟัง เมื่อพวกเขานำยานอวกาศอะพอลโล่11 ลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ

โดยการสำรวจครั้งนี้มีสิ่งที่พวกเขาค้นพบ เป็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะมีอยู่บนดวงจันทร์ได้ อย่างเช่น สะพานอะไรบางอย่าง หรือแม้กระทั้งเสาอากาศรูปทรงเหมือนจานดาวเทียมที่ติดอยู่ตามบ้านของทุกคน แน่นอนว่ามันแปลกเป็นอย่างที่จะพบสิ่งเหล่านี้ที่เหมือนกับโลกอยู่บนดวงจันทร์ได้ และหลักฐานเป็นภาพฐานที่เก็บมาได้

แต่สุดท้ายแล้วเราก็ไม่อาจจะทราบได้ว่าสิ่งพวกนี้ไม่คืออะไรกันแน่นอน หลังจากอะพอลโล่11แล้วยังมี 15 และ 20 ออกเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์และได้พบกับสิ่งประหลาดเช่นเดียวกัน ซึ่งหลังจากนั้นมาองค์กร NASA ก็ไม่ได้ส่งยานลำไหนออกไปสำรวจดวงจันทร์อีกเลย มีการสันนิฐานว่าเพราะต้องใช้งบประมาณเยอะ และส่งผลเสียต่อสุขภาพของนักบินอวกาศที่เมื่อกลับมาโลกแล้วจะมีปัญหาในเรื่องของการเดิน

และแง่มุมหนึ่งก็บอกว่าเพราะการเจอสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์เป็นเหตุ ได้มีการตั้งสมมติฐานขึ้นมาว่าถ้ามนุษย์ต่างดาวมีจริงแล้วพวกเขาเดินทางมาโลก พวกเขาอาจจะไม่ได้มาดี นี่จึงเป็นแนวความคิดที่ว่า มนุษย์ต่างดาวก็อาจจะมีแนวความคิดเดียวกับมนุษย์ การที่ส่งยานอวกาศและนักบินไปยังดวงจันทร์ อาจจะทำให้มนุษย์ต่างดาวคิดว่าเราไปบุกรุกก็เป็นได้

โดยเรื่องทั้งหมดไม่มีการเปิดเผยใดๆจากองค์กร NASA และคาดจะปิดเป็นความลับไปจนกว่าจะสามารถหาคำตอบได้ เพื่อไม่ให้ประชากรบนโลกเกินความแตกตื่น อย่างไรนั้นก็เพื่อความปลอดภัยอีกด้วยเช่นกัน

คุณเชื่อเรื่องของมนุษย์ต่างดาวหรือไม่ว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่จริง หลายๆคนอาจจะกำลังลังเลใจอยู่ใช่ไหมว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริง ถ้าหากไม่อ้างอิงจากหลักฐานหรืออะไรทางวิทยาศาสตร์ คุณว่าอย่างไร จากความเชื่อที่ว่าจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาลมีระยะทางที่ไม่สิ้นสุดแห่งนี้ จะเชื่อหรือไม่ว่าในดาวดวงอื่นๆที่อยู่ห่างออกไปไกลแสนไกลจะมีสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับมนุษย์โลกอาศัยอยู่

ต้องบอกก่อนว่าโลกเรานั้นอย่างที่ทราบกันดีว่าเกิดมาจากทฤษฎีบิ๊กแบง ที่เกิดจากเศษซากของการระเบิด และเศษเหล่านั้นก็ถูกกระจัดกระจายออกไปทั่วจักรวาลรวมถึงโลกของเราด้วย เพราะเป็นนี้แล้วจึงมีความเป็นไปได้ใช่หรือไม่ว่า เศษซากอื่นๆที่กระจายออกไปทั่วทุกพื้นที่ของจักรวาลจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ เพราะมันมาจากการระเบิดเดียวกัน ก็น่าจะแร่ธาตุที่เหมือนกัน

และในโลกของมนุษย์เราเองนั้นก็ได้มีผู้คนออกมาอ้างว่า ได้พบกับจานบินหรือมนุษย์ต่างดาว และได้ทำการบันทึกเป็นภาพถ่ายและวิดีโอเอาไว้ หลักฐานเหล่านั้นถูกนำมาตรวจสอบในภายหลัง ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่นั้นเป็นของปลอมถูกตัดแต่งขึ้นด้วยโปรแกรม จะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นภาพจริงไม่ผ่านกันตัดต่อใด แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้อีกเช่นกันเพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าวัตถุที่อยู่ในภาพเหล่านั้นเป็นการจัดฉากขึ้นมาหรือไม่

ในเวลาต่อมาได้ผู้ที่อ้างตัวว่าเคยทำงานร่วมกับมนุษย์ต่างดาวออกมาอธิบายว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่ พร้อมกับยืนยันภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกับมนุษย์ต่างดาว ซึ่งเขาได้อธิบายเพิ่มเติมว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นได้เข้ามาอาศัยอยู่บนโลกของเราเป็นเวลานานแล้ว ประมาณ 80 ปีได้แล้ว

พวกเขาก็มีรูปร่างลักษณะเหมือนกับมนุษย์โลกทุกๆอย่าง แต่พวกเขาฉลาดมาก และสามารถสื่อสารด้วยโทรจิตได้อีกด้วย ในความเป็นจริงแล้วที่มนุษย์ต่างดาวเดินทางมายังในตอนแรกก็เพื่อศึกษาสิ่งมีชีวิตบนโลกก็เท่านั้น แต่เมื่อเห็นว่าสภาพภูมิอากาศของโลกไม่ได้มีพิษมีภัยแต่อย่างใด พวกเขาจึงได้เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และกระจัดกระจายอาศัยอยู่ในทั่วทุกมุมของโลก

ถึงอย่างไรแล้วเราก็ไม่สามารถทราบได้ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพราะขนาดองค์กร NASA ก็ไม่ได้ทำการยืนยันว่ามนุษย์ต่างดาวหรือสิ่งมีชีวิตนอกโลกมีอยู่จริงๆ แต่ถึงจะบอกว่าไม่ยืนยัน ก็ไม่ได้ปฏิเสธทฤษฎีเรื่องที่ว่าขนาดดาวโลกเรายังมีสิ่งมีชีวิต แล้วดาวดวงอื่นจะไม่มีสิ่งมีชีวิตเหรอ เชื่อเถอะมนุษย์เราเองก็จะพยายามสร้างและพัฒนาอุปกรณ์ยานพาหนะที่จะสามารถออกไปสำรวจจักรวาลได้ไกลมากขึ้น ถึงตอนนั้นเราก็คงจะทราบกันว่า ข้างนอกโลกที่แสนไกลนั้นมีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่หรือไม่

เรื่องของมนุษย์ต่างดาวนั้นมีถูกกล่าวมาเป็นเวลานานมากแล้ว

เพราะได้มีคนเห็นมันจริงๆ จากหลักฐานต่างๆอย่างภาพถ่าย หรือคลิปวิดีโอ ซึ่งหลักฐานเหล่านั้นมีทั้งที่เป็นภาพจริง และไม่ใช่ของจริงที่นำไปผ่านกระบวนการตัดต่อโดยใช้โปรแกรม แต่ถึงอย่างไรนั้นเรื่องมนุษย์ต่างก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ลี้ลับเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะได้เห็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากนอกโลก จึงทำให้มีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อ ได้มีบุคคลปริศนาออกมาเปิดเผยว่า มนุษย์โลกเราไม่ได้เป็นคนที่ค้นพบมนุษย์ต่าง แต่มนุษย์ต่างดาวต่างหากที่เป็นผู้ค้นพบมนุษย์

และได้เดินทางมายังโลกเพื่อทำการติดต่อ ซึ่งสถานที่ที่มนุษย์ต่างดาวได้ไปนั้นก็คือ กองทัพลับของสหรัฐอเมริกา หรือ area51 ในหลายปีก่อนมีผู้คนเห็นจานบินขนาดใหญ่ตกลงมาในพื้นที่นี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่เองก็ได้เดินทางไปตรวจสอบและพบว่าในจานบินนั้นมีสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ แต่มีลักษณะที่คล้ายๆกัน ที่มีความแตกต่างของเรื่องรูปร่างที่ผอมบาง

มีผิวหนังเป็นสีเทา และหัวที่ใหญ่โต เจ้าหน้าที่ได้แจ้งกับผู้คนแถวนั้นว่าห้ามนำเรื่องนี้ไปพูดต่อ ไม่อย่างนั้นแล้วชีวิตเราอาจจะไม่ปลอดภัย ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ก็มีข่าวลือเรื่องนี้ออกมาเหมือนเดิม แต่ก็ไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพราะ area51 นั้นเป็นพื้นที่ลับ ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าเด็ดขาด แม้ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่สามารถเข้าไปได้เช่นเดียวกัน เชื่อกันว่าพื้นที่ของ area51 นี้เป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งพลังงาน ที่ไม่ว่ามนุษย์ต่างดาวจะเดินทางไปลงจอดที่ไหน จะต้องหันกลับมาลงจอดที่นี้เพราะมันสมบูรณ์แบบในการต้อนรับมนุษย์ต่างดาว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาในเขตของพื้นที่ area51 เองก็ได้เห็นจานบินอยู่บ่อยครั้ง เพราะมีการเคลื่อนย้ายโดยไม่ปิดบังใด ผู้คนเหล่านั้นจึงมีความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวอยู่มาก ในส่วนของคนที่ไม่เชื่อก็จะหาสิ่งมาหักล้างประมาณว่า นั้นอาจจะเป็นยานพาหนะรูปแบบใหม่ที่อาจจะนำไม่ใช้ในการรบก็เป็นได้

เพราะถ้าเป็นจานบินจริงทำไมถึงมีการเคลื่อนย้ายที่เปิดเผยให้ผู้เห็นได้ชัดขนาดนี้ ถือว่าเรื่องนี้ยังเป็นปริศนาอยู่ ทราบหรือไม่ว่าในองค์กร NASA ของสหรัฐอเมริกานั้นได้มีคนไทยทำงานอยู่ด้วยนะ จึงทำให้เรื่องนี้ถูกถามกับคนไทยคนนั้น คำถามก็คือ มนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงหรือไม่?

โดยคนทั่วไปแล้วคำตอบที่ได้มักจะตอบว่า มี หรือ ไม่มี แต่คนไทยคนนี้ตอบว่า “ถ้าดาวโลกเรามีสิ่งชีวิต แล้วดาวดวงอื่นจะไม่มีเหรอ” เพราะฉะนั้นแล้วถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างแท้จริง แต่ในอนาคตก็อาจจะไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นมนุษย์ต่างดาวตัวจริงก็เป็นไปได้ และอาจจะรู้สาเหตุด้วยว่าทำไมสหรัฐอเมริกาถึงต้องการปิดบังเรื่องนี้

อาจจะดูฟังไม่เข้ากันใช่หรือไม่ว่าทำไมมนุษย์ต่างดาวจะต้องย้อนกลับมาเตือนอะไรมนุษย์โลก มันจะต้องเป็นมนุษย์โลกเองหรือไม่ที่ทำการย้อนเวลากลับมาเตือนมนุษย์ด้วยกันเอง นั้นแหละที่น่าแปลกใจ เพราะได้มีมนุษย์ต่างดาวที่ถูกจับโดยกองทัพสหรัฐอเมริกา

นำมาบันเป็นภาพเคลื่อนไหวด้วยกล้องฟิล์ม เพราะเช่นนี้จึงทำให้เราสามารถเห็นถึงรูปร่างลักษณะของมนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวนั้นได้มีลักษณะคล้ายมนุษย์ไม่มากเท่าไหร่นัก ซึ่งล้วนมีส่วนประกอบของร่างกกายที่เหมือนกันทุกอย่าง ยกเว้นลักษณะร่างกายที่มีกายที่ผอมแห้งเห็นแต่กระกระดูก มีหัวที่ใหญ่มากและใหญ่เกินไป วงดาวไม่มีส่วนที่เป็นสีขาวเลยสักนิด ซึ่งภายในคลิปนั้นได้มีการถามตอบันถึงเรื่องในอนาคต

อันที่จริงแล้วจุดประสงค์ของมนุษย์ต่างดาวที่ต้องกลับมาเยือนโลกนั้น

เพียงต้องการมาสำรวจไม่ต้องการมาเตือนถึงเรื่องอนาคตแต่อย่างใดเลย มนุษย์ต่างดาวบอกกับเราว่าเขานั้นไม่ได้มาจากดาวดวงไหน แต่มาจากโลกใบเดียวกันกับมนุษย์ ซึ่งพวกเขานั้นเป็นสปีชีส์ใหม่ที่วิวัฒนาการมาจากมนุษย์อีกที ซึ่งมนุษย์สปีชีส์ในปัจจุบันที่โลกอนาคตนั้นได้สูญพันธุ์ไปแล้ว มนุษย์ต่างดาวได้บอกถึงสาเหตุที่มนุษย์ในยุคจะสูญพันธุ์อีกด้วยว่า จะเกิดโรคระบาด สงครามนิวเคลียส และที่แรกที่จะเกิดสงครามนิวเคลียสนั้นก็คือประเทศสหรัฐอเมริกานั้น

ผู้ควบคุมที่อยู่การบันทึกเทปในครั้งนี้ต่างก็พากันไม่เชื่อ เพราะมันจะเป็นไปได้อย่างไร ทางผู้ควบคุมได้ตั้งคำถามถามมนุษย์ต่างดาวเพิ่มอีกว่า แล้วสงครามนิวเคลียสจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เขาตอบว่าเขาไม่สามารถตอบคำถามนี้เพราะนั้นจะทำให้อนาคตถูกเปลี่ยน

ซึ่งมันไม่มีความเป็นไปได้ แน่นอนว่าทางผู้ควบคุมไม่ลดละ พยายามที่หาคำตอบจากมนุษย์ตนนี้ให้มากนี้สุด ไม่อย่างนั้นเขาจะทำการลงโทษมนุษย์ต่างดาว แบะในท้ายที่สุดมนุษย์ต่างดาวจึงยอมต้องยอมตอบ สงครามระเบิดนิวเคลียสนั้นจะเริ่มตั้งแต่ปี2015 ซึ่งมันอาจจะไม่ได้หายถึงโจมตีทั้งหมด แต่หมายถึงเริ่มมีการวางแผน การสร้างระเบิด เตรียมพร้อมไว้แล้วเสมอ ซึ่งมนุษย์ต่างดาวนั้นยังได้บอกเพิ่มเติมอีกว่า จะมีผู้ชายหนึ่งคนที่จะขึ้นมาควบประเทศ เป็นแกนนำชักจูงคนให้ทำสงคราม ซึ่งเป็นคนที่จะทำลายล้างโลก แต่ในโลกปัจจุบันของเขาที่มาจากอนาคต

ได้ทำการลบประวัติข้อมูลของชายผู้ที่ทำลายโลกออกไปแล้ว เจ้าหน้าที่ควบคุมจึงได้ถามต่อว่า เด็กผู้ชายคนนั้น เกิดหรือยัง? มนุษย์ต่างดาวบอกว่า ผู้ชายคนนั้น ได้ถือกำเนิดขึ้นบนโลกนี้ ทางผู้ควบคุมจึงถามถึงวิธีจัดการว่าควรทำอย่างไร ซึ่งมนุษย์ต่างดาวได้ทิ้งท้ายไว้ คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรในอดีตได้หรอก

เพราะอนาคตมันเกิดขึ้นไปแล้ว สิ่งเหล่านี้อาจจะดูฟังเหลือเชื่อ แต่ตราบใดที่จักรวาลนี้กว้างใหญ่เป็นระยะอนันต์ นั้นก็หมายความว่าอาจจะมีดาวดวงอื่นที่เหมือนโลกและมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ หรือแท้จริงแล้วมนุษย์ต่างดาวคือมนุษย์เราที่กลายพันธุ์ให้เขากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปกันแน่ หากใครสงสัยสามารถไปดูคลิปบันทึกลับเหล่านี้กันได้นะ

เมื่อไม่กี่วันมานี้ทาง NASA (The National Aeronautics and Space Administration)

หรือในชื่อภาษาไทยคือ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ได้ออกมารายงานข่าวให้ทราบว่า จะเกิดเหตุการณ์ดวงอาทิตย์ดับ และทำให้เกิดยุคน้ำแข็งน้อยที่กินระยะเวลานานกว่า 30 ปี ก็คือจากปัจจุบันถึงปีค.ศ.2053 ในความของ ดวงอาทิตย์ดับ นั้นหลายคนคงจะกำลังสงสัยกันเป็นอย่างมากแน่นอนว่าคืออะไร คือการที่ดวงอาทิตย์หมดความร้อนหรือไม่

ดวงอาทิตย์ไม่ให้แสงสว่างแล้วใช่หรือไม่ ซึ่งในความหมายของคำว่าดวงอาทิตย์ดับจากทฤษฎีทั้งหมดนั้นไม่ได้หมายถึง การที่ดวงอาทิตย์หมดความร้อนหรือดับไม่มีแสงสว่าง แต่หมายถึงการที่ดวงอาทิตย์มีพลังงานความร้อนที่ต่ำลง

ซึงในตอนนี้ก็เป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์เริ่มเข้าสู่ช่วงดวงอาทิตย์ดับแล้ว การที่พลังงานความร้อนของดวงอาทิตย์นั้นต่ำลงให้อุณหภูมิบนโลกนั้นต่ำลงหรือที่ว่าโลกจะเย็นขึ้นนั้นเอง ซึ่งในบางพื้นที่ที่อยู่ในเขตหนาวอยู่อาจจะเป็นมีอุณหภูมิ -50 องศาเซลเซียสเลยก็ว่าได้ ยังมีข้อสงสัยที่ว่าการที่ดวงอาทิตย์ดับนั้นจะเป็นอย่างไรต่อบ้าง

ต้องมองเลยปกตินั้นเราจะไม่สามารถลืมตาแล้วเงยหน้าบอกแสงจากดวงอาทิตย์ได้โดยตรง เพราะรังสีจากดวงอาทิตย์นั้นสามารถที่จะทำลายล้างตาของเราให้บอดได้ แต่เมื่อเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ดับแล้วเราจะสามารถบอกดวงอาทิตย์ได้ตาเปล่าของเราได้อย่างสบายเลย โดยปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ดับนี้ก่อให้เกิด ยุคน้ำแข็งน้อยขึ้นมานั้น คือสิ่งที่ได้กล่าว่า โลกเราจะมีความเย็นมากขึ้นนั้นเอง ถ้าจะมองว่าเป็นข้อดีก็ได้เพราะโลกเรานั้นเผชิญกับความร้อนมานานแล้ว แต่ถ้าหากให้พูดถึงข้อเสียแล้วล่ะก็มีอยู่มากอีกเช่นเดียวกัน

นั้นหมายถึงว่าโลกเราจะมีความแห้งชื้นเพิ่มมากขึ้น ฤดูกาลจะมีการเปลี่ยนแปลง ระยะเวลาของฤดูร้อนน้อยลง ฤดูฝนก็จะตกน้อยหรือไม่ตกเลย ทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ง่ายอย่าง ไฟไหม้ป่า แผ่นดินไหว เป็นต้น ผลกระทบเหล่านี้จะเกิดขึ้นไปทั่วโลก หากแต่ก็ยังมีการถกเถียงกันว่า โลกเราก็ยังร้อนเหมือนเดิมนั้นแหละ เพราะภาวะโลกร้อนนั้นส่วนใหญ่มันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ทั้งหลายที่ไปทำลายชั้นบรรยากาศของโลก

แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคนออกมากล่าวว่า การที่เกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ดับมันจะสามารถมาหักล้างกับภาวะโลกร้อนได้ ซึ่งพื้นที่ไหนที่ร้อนมากๆอยู่แล้ว อาจจะยังคงร้อน แต่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งอาจจะมีความเย็นลงในอุณหภูมิที่ปกติทั่วไปก็เป็นไป ถึงอย่างไรแล้วนั้นก็คอยเฝ้าสังเกตการณ์กันดีกว่า เพราะตอนนี้ก็ยังเห็นไม่ชัดเจนมากหนักถึงแม้ว่านาซ่าจะแจ้งออกมาว่าเริ่มเข้าสู่ช่วงของ ดวงอาทิตย์ดับ แล้วก็ตาม

ของโบราณเก่าแก่ที่ได้ถูกค้นพบนั้นทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างก็พากันอึ่งตะลึ่งกันเป็นแถวว่าในสมัยยุคก่อนนั้นมันมีเทคโนโลยีแบบน้แล้วหรอแล้วของที่ใช้นั้นมันสามารถบอกอะไรได้บางซึ่งเราเองก็ยังไม่เคยเห็นอะไรแปลกจากที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบกันใช่ไหมเรามาดูกันเลยว่าสิ่งของที่นักวิทยาศาสตร์นั้นพบเป็นของอะไรและมันถูกใช้งานอย่างไร

ปฏิทินของอดัม

ปกติแล้วเราจะรู้วันรู้เดือนถึงแม้จะไม่มีนาฬิกาแต่จะสังเกตการขึ้นลงของพระอาทิศแต่ถ้าว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ว่าในยุคไหนแค่การขึ้นลงธรรมดามันยังไม่ละเอียดพอการสังเกตทิศทางของแสงแรงเงาของพระอาทิตย์ในแต่ละนาทีแต่ละวันแต่ละฤดูก็คงจะบอกได้ละเอียดกว่าแต่นั้นก็ทำให้เกิดเป็นปฏิทินหินของอดัม  ปฏิทินอดัมมีลักษณะคล้ายๆกับเขาตั้งของประเทศอังกฤษ

ตรงที่เป็นหินเรียงในทุ่งกว้างและมีความเก่าแก่กว่าคริสตกาลปฏิทินของอดัมคาดว่าหน้าจะมีอายุกว่า7,5000ปีซึ่งมันมีความแก่ที่ทำให้เราคิดว่าในยุคนั้นมีเทคโนโลยีหรือมีของวิเศาอะไรกันแน่ที่เอาไว้ใช้ในยุคหินกันนอกจากนั้นก็ยังมีสิ่งที่แปลกไปกว่านั้นก็คือจะเห็นได้ว่ามีการจัดเรียงหินที่ในปัจจุบันนั้นก็ยังคงความสมบูรณ์เอาไว้พอที่จะบอกเวลาได้ถึงแม้ว่าจะมีการผุก่อนไปตามการเวลาไปแล้วก็ตามซึ่งมันได้สร้างความตื่นตาให้กับผู้เชี่ยวชาญเอาอย่างมากๆว่าหินที่ได้เรียงกันเอาไว้มันทำได้อย่างไร

หินซันสโตน

นับได้ว่าเป็นตำนานที่มีความยาวนานเพราะด้วยความหายากแล้วแต่ในเวลาต่อมาก้ได้มีการค้นพบหินซันสโตนซึ่งโดยเชื่อกันแล้วมันเป็นหินวิเศษที่มีความลึกลับที่ชาวไวกิงได้ใช้เป็นเข็มทิศเอาไวเป็นการนำทางในการเดินเรือซึ่งมันสามารถนำทางได้ทุกสภาพอากาศไม่ว่าพายุจะเข้าหรือว่าท้องฟ้านั้นจะมืดแค่ไหนก็ตามนอกจากนี้มันยังสามารถบอกได้อีกว่าพระอาทิตย์นั้น

มันอยู่ในตำแหน่งใดหาแสงที่มันสะท้อนกับหินจะการที่มันกระทบและทำการแทกส่องกับรังสียูวีแต่เดี๋ยวก่อนในยุคสมัยนั้นเขามีเทคโนโลยีแบบนี้กันแล้วหรอซึ่งมันก็ยังเป็นไปได้ยากมากถึงแม้ว่าจะทำให้นักวิทยาศาสตร์อึ่งทึ่งกับความสามารถของมันแบบนี้แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ว่ามันทำได้อย่างไรก็ชั่งเถอะแต่ที่แน่ๆนั้นเจ้าหินก้อนานี้มันสามารถบอกทิศทางได้อย่างแม่นยำ

อย่างกับว่าตามองเห็นและทำให้ชาวไวกิงนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญในส่วนของด้านการเดินเรือ แต่ใช่ว่าจะใช้ได้เลยว่ากันว่าคนที่ได้ครอบครองมักจะเป็นระดับของผู้นำเรือเท่านั้น

มนุษย์ค้นพบว่า โลกมีสัณฐานกลม โดยโป่งออกที่เส้นศูนย์สูตรและแบนที่ขั้วโลกมีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย 12,766 กิโลเมตร โลกไม่อยู่นิ่งแต่มีการเคลื่อนที่ใน 2 ลักษณะที่สำคัญคือ  หมุนรอบตัวเองรอบละ 1 วันและโคจรรอบดวงอาทิตย์รอบละ 1 ปี วันและปี

จึงเกิดจากการเคลื่อนที่ของโลก  ลักษณะการหมุนรอบตัวเองของโลก โลกหมุนรอบแกนสมมติที่ผ่านขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ แกนสมมตินี้จะชี้ไปยังจุดค่อนข้างจะคงที่บนฟ้า โดยในปัจจุบันแกนที่ผ่านขั้วโลกเหนือชี้ไปยังจุดซึ่งดาวเหนืออยู่ใกล้ ๆทิศทางที่โลกหมุน คือ จากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก กล่าวคือหมุนจากทางประเทศพม่ามาทางประเทศไทย การหมุนรอบตัวเองของโลก จึงทำให้เกิดทิศ

โลกหมุนจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก

เพราะฉะนั้นทิศจึงไปกับโลกตลอดเวลา การหมุนรอบตัวเองของโลกนอกจากจะทำให้เกิดทิศแล้ว ยังทำให้เกิดการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ตลอดทั้งดวงดาวทั้งหลายบนฟ้าด้วย   เมื่อโลกหมุนรอบตัวเองจะเห็นดวงดาวและดวงอาทิตย์ขึ้น-ตก เมื่อดวงอาทิตย์หรือดวงดาวกลับมาอยู่ตำแหน่งเดิม บอกให้ทราบว่าโลกได้หมุนรอบตัวเองแล้ว 1 รอบ หรือ 1 วัน

แต่ประเทศต่าง ๆ ไม่เห็นดวงดาวหรือดวงอาทิตย์พร้อมกันเพราะโลกกลม ดังนั้นการกำหนดเวลาเทียบกับดวงอาทิตย์จึงไม่ตรงกัน

โลกมีเส้นสมมติที่ใช้เปรียบเทียบเวลาระหว่างประเทศต่าง ๆ ได้ เส้นสมมติดังกล่าวเรียกว่าลองจิจูด ซึ่งเป็นเส้นตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรโลก และตัดกันที่ขั้วโลก เส้นลองจิจูดวัดเป็นมุมโดยให้ลองจิจูด 0 องศา ผ่านประเทศอังกฤษ หรือลองจิจูดของกรีนิช ประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันออกของอังกฤษอยู่บนเส้นลองจิจูดตะวันออก ตั้งแต่ 0 องศาถึง 180 องศาตะวันออก

ประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันตกของอังกฤษ อยู่บนเส้นลองจิจูด 0 องศาถึง 180 องศาตะวันตก
นั่นคือ ลองจิจูด 360 องศา จึงเท่ากับ 24 ชั่วโมง 15 องศา จึงเท่ากับ 1 ชั่วโมง หรือ 1 องศา จึงเท่ากับ 4 นาที  จากที่ศึกษาข้อมูล พบว่า  โลกหมุนรอบตัวเองมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยบริเวณเส้นศูนย์สูตร ความเร็วในการ หมุนรอบตัวเองของโลกเท่ากับ 1,700 กิโลเมตร / ชั่วโมง ส่วนบริเวณละติจูดที่ 60 องศา ความเร็วของการหมุนรอบตัวเองของโลกจะมีค่าประมาณ 850 กิโลเมตร / ชั่วโมง หรือประมาณครึ่งหนึ่งของความเร็วที่ศูนย์สูตร

แต่บริเวณขั้วโลกความเร็วในการหมุนรอบตัวเองของโลกมีค่าเป็นศูนย์
ผลจากการที่อัตราความเร็วของการหมุนรอบตัวเองของโลกต่างกัน จะมีผลตามมาที่สำคัญ คือ แรงเหวี่ยงของโลกมีผลต่อน้ำหนักของวัตถุ เพราะเป็นแรงหนีศูนย์กลาง ดังเช่น วัตถุชิ้นหนึ่งมีน้ำหนัก 250 กิโลกรัมที่ศูนย์สูตร ขณะที่โลกยังไม่มีแรงเหวี่ยง แต่ถ้าโลกมีแรงเหวี่ยงเกิดขึ้นจะทำให้น้ำหนักของวัตถุเท่ากับ 249 กิโลกรัม 

เรื่อง M60-UCD1

ในอวกาศหรือนอกโลกของเราออกไปนั้นมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมายโดยที่เราไม่รู้และไม่เคยได้ยิน     มาก่อน กาแลกซี่ ระบบสุริยะ ดาวเคราะห์ ดาวหาง หรือดวงดาวต่างๆ ที่อยู่ในอวกาศนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับโลกของเรา 

ก็มีความเกี่ยวเนื่องกับสิ่งเหล่านี้ด้วย ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ได้มีการค้นพบสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในอวกาศและหาคำตอบเพื่อมาอธิบายที่สิ่งพวกเขาค้นพบ แต่ก็มีบ้างอย่างที่แม้จะสามารถค้นพบแต่ยังไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเพราะบาง    สิ่งนั้นยังหาสิ่งที่จะมาอธิบายไม่ได้

ในจักรวาลที่แสนกว้างใหญ่นั้นมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย

โดยสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นอะไรที่เราเองเมื่อได้รับรู้ยังไม่น่าเชื่อว่าจะมีสิ่งแบบนี้อยู่จริงๆ หนึ่งในสิ่งน่าสนใจที่นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ได้ มีการค้นพบนั้นก็คือ หลุมดำ สำหรับหลุมดำที่ได้มีการค้นพบมันคือสิ่งที่สามรถดูดเอาระบบสุริยะของเรา เข้าไปได้ทั้งระบบกันเลย ในวันนี้เรามาทำความรู้จักกับหลุมดำที่มีชื่อว่า M60-UCD1 กันเลยมันคือหลุมดำมวลยวดยิ่ง ระดับซูเปอร์แมดซีด ซึ่งมันเป็นหลุมดำที่มีความหนาแน่นมากๆ

ในจุดศูนย์กลางของกาแลกซี่ที่มีชื่อว่า M60-UCD1

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้มีการขนานนามให้กับมันว่า  มอนสเตอร์แบล็ค หรืออีกชื่อหนึ่งจะเรียกว่าสัตว์ประหลาดสีดำนั้นเอง โดยมันอยู่ห่างจากโลกของเราไปถึงห้าสิบสี่ล้านปีแสง และยังมีมวลของหลุมดำมหาศาลมากซึ่งเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ ถึงยี่สิบเอ็ดล้านดวงกันเลย

และยังมากกว่าดวงอาทิตย์ในกาแลกซี่ทางช้างเผือกถึงสี่เท่า สำหรับเจ้ากาแลกซี่M60-UCD1 นี้ องค์การนาซ่าได้มีการค้นพบเมื่อไม่นานมานี้เอง เจ้ากาแลกซี่นี้เป็นกาแลกซี่แคระ  ที่มีขาดเล็กมากมันมีขนาดที่น้อยกว่ากาแลกซี่ทางช้างเผือกของเรา

ถึงห้าร้อยเท่ากันเลย ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 300 ปีแสง แต่ถึงมันจะมีขนาดที่เล็กกว่ากาแลกซี่ของเราแต่ในทางกลับกันในกาแลกซี่ นั้นมีดาวอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นมาก และนักวิทยาศาสตร์ยังได้บอกอีกว่า ถ้าหากโลกของเรามองเห็นดาวบนท้อง 4,000 ดวง

แต่ในกาแลกซี่ที่มีชื่อว่า M60-UCD1 นั้นจะมองเห็นดาว ได้มากถึง 1,000,000 ดวงเลยที่เดียว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามถึงหลุมดำ  ที่ได้มีการพบเห็นมากแค่ไหนแต่มัน ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่มีสิ่งไหนอย่างที่จะเข้าใกล้อย่างแน่นอน

เชื่อเถอะว่าหลายๆคนอยากจะเดินทางข้ามเวลากันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางย้อนเวลาไปยังอดีตที่ผ่านมาแล้ว หรือ การเดินทางข้ามเวลาไปยังอนาคต

สิ่งเรานี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าสามารถทำได้จริง

เพราะทุกคนมีความเชื่อมาจากหลายๆอย่างเช่น ภาพยนตร์ การ์ตูน นวนิยาย ที่มีการสร้างเรื่องเกี่ยวกับอวกาศ มิติที่สาม การเดินทางข้ามเวลา บวกกับทฤษฎัสัมพันธภาพของอัลเบิร์ต ไอสไตน์ ที่ถึงแม้จะยังไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันข้อเท็จจริงของทฤษฎีนี้ได้

แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลาย100ปี ได้มีข่าวต่างๆนานาเกิดขึ้นเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลา อย่างเรื่องเครื่องบินของสายการบินไมอามี่เดินทางข้ามข้ามเวลามาอนาคต

 

การปรากฏตัวของหญิงสาวซึ่งอยู่ในภาพถ่ายขณะเดินที่มือกำลังถือโทรศัพท์อยู่ที่หูอยู่นั้น

ซึ่งในเวลาของยุคนั้นยังไม่มีเครื่องมือสื่อสารที่สามารถพกได้ และในเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้มีข่าวว่ามีชายหนุ่มอายุวัย 25 ปี ได้เดินทางมาจากโลกอนาคต ได้ทำการอ้างตัวเป็นสมาชิกที่อยู่ในการทดลองขององค์กรหนึ่งที่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นที่ไหน ที่ได้ทำการทดลองการส่งมนุษย์ในการเดินทางข้ามเวลา และเขาได้ย้อนเวลามายังปัจจุบัน

ซึ่งได้ทำการสอบสวนอย่างละเอียดและทำการสอบสวนโดยให้เขานั้นพูดกับการตรวจสอบผ่านเครื่องจับเท็จ ปรากฏว่าเครื่องจับเท็จไม่แจ้งเตือนการพูดเท็จใดๆขึ้นเลย ซึ่งเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ถึงกับต้องแปลกใจว่า และสงสัยว่าเครื่องจับเท็จนี้เสียหรือใช้งานไม่ได้

แต่เมื่อทำการทดสอบโดยการพูดเท็จจากเจ้าหน้าที่หลายๆคนแล้วปรากฏว่าเครื่องจับเท็จนี้ส่งสัญญาณเตือนและทำงานอย่างปกติ รายงานข่าวนี้โด่งดังมากถึงแม้ว่าจะยังมีคนทั้งเชื่อและไม่เชื่อ ที่ออกมาว่าเป็นเรื่องโกหก คงจะมีการเตรียมกันไว้แล้ว

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เองนั้นก็ได้ทำการตรวจหาประวัติของชายหนุ่มนี้

ก็พบว่าไม่มีประวัติของบุคคลอยู่บนฐานข้อมูลใดๆในประเทศและต่างประเทศ กลายเป็นว่าเรื่องนี้ทำให้ใครหลายคนเริ่มสนใจเกี่ยวกับการเดินทางย้อนเวลามากขึ้น ชายหนุ่มคนนี้ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ถึงเรื่องในอนาคตว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างอย่าง ทรัมป์ ที่จะได้เป็นนายกของสหรัฐอีกสมัย

ระบบการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ หรือ Ai จะมีประสิทธิ์ภาพการทำงานมากขึ้นและแพร่หลาย รวมไปถึงที่เขาบอกว่าโลกเราจะสามารถสร้างรถไฟฟ้าที่วิ่งได้ไกลถึง 600 ไมล์ต่อการชาร์จพลังแค่ 1 ครั้งเท่านั้น นอกจากนี้แล้วเขาได้บอกว่าตัวเองนั้นมีอายุมาก 50 แต่ได้กินยาที่ทำให้กลับมาเหมือนหนุ่ม เขาบอกอีกว่าเขาเป็นนักเดินทางข้ามเวลามาจากปี 2021

โดยองค์กรลับ และองค์นี้จะเปิดเผยตัวตนเมื่อปี 2028 อย่างไรแล้วเรื่องนี้ยังคงต้องการข้อพิสูจน์กันต่อไปและพิจารณาเรื่องนี้เอาไว้หากว่าสิ่งที่ชายหนุ่มคนนี้พูดนั้นเกิดขึ้นจริง ก็มีความเป็นไปได้ที่เรื่องการเดินทางเดินข้ามเวลานั้นเป็นเรื่องจริงเช่นเดียวกัน

การฟ้อนรำถือเป็นศิลปะการแสดงที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน

ในสมัยอดีตการฟ้อนรำเกิดจากการที่คนในอดีตฟ้อนรำเพื่อเป็นการถวายแด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถืออยู่ หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการบูชายันต์นั่นเอง เนื่องจากในสมัยผู้คนยังนับถือผี หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เหนือธรรมชาติ เพื่อเป็นการตอบแทนกับที่สิ่งศักดิ์ประทานความสุขความร่มเย็นมาให้

จึงได้มีการฟ้อนรำขึ้น เพื่อเป็นการบูชายันต์สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น และในต่อมาจึงได้เกิดการพัฒนาเป็นการแสดงเพื่อความสนุกสนานตามงานรื่นเริงต่างๆ ศิลปะการแสดงของไทยนั้นสามารถแบ่งออกได้ดังนี้คือ ระบำ รำ และฟ้อน ซึ่งลักษณะการแสดงของแต่ล่ะอย่างก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ล่ะภูมิภาคและสภาพการเป็นอยู่ของแต่ล่ะที่นั้นๆ

ประเทศไทยมีศิลปะการแสดงที่แตกต่างกันในแต่ล่ะภาค ทั้งเหนือ กลาง อีสาน และใต้ แต่ะล่ะภาคก็จะมีการแสดงที่แตกต่างกันและมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง

ลักษณะการแสดงของภาคเหนือ

 นอกจากศิลปะการแสดงที่แตกต่างกันแล้ว เครื่องแต่งก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่บกบอกถึงความเป็นอัตลักษณ์ของภาคนั้นๆได้เป็นอย่างดี ในทางภาคเหนือนั้นเนื่องจากที่มีลักษณะเป็นภูเขาสูงและมีอากาศที่เรียกได้ว่าหนาวเย็นพอสมควร ดังนั้นการแต่งจึงมีลักษณะที่นุ่งซิ่นและมีเสื้อแขนยาวเพื่อป้องกันความหนาว และลักษณะการร่ายรำก็จะมีจังหวะที่ช้า และนุ่มนวลไม่รวดเร็ว มีการแสดงที่ได้ความนิยมอย่างเช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนจ้อง ฟ้อนดาบ และฟ้อนสาวไหมเป็นต้น

ลักษณะการแสดงของภาคกกลาง 

 ในทางภาคกลางนั้นก็สามารถแบ่งออกเป็นการแสดงได้หลายแขนง มีทั้งการแสดงแบบชาวบ้านและแบบในพระราชวัง ในสมัยอดีตตอนที่คนแต่ก่อนยังทำนาทำไร่การไปช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าว เมื่ออยู่รวมกันเป็นหมู่คณะก็เกิดการล่ะเล่นระหว่างการทำไร่ทำนา อีกทั้งก็เกิดจากการที่หนุ่มสาวชาวบ้านพายเรือร้องเพลงจีบกัน

จนกลายเป็นศิลปะการแสดงที่มีชื่อเสียงหลายอย่าง ทั้งฟ้อนกำรำเคียว ระบำกลองยาว รำโทน รำเถิดเทิงและอื่นๆ จนเมื่อได้รับความนิยมขึ้นทางราชสำนักก็ได้เกิดที่จะอยากเอารำพื้นบ้านเหล่านี้มาพัฒนาขึ้นในเป็นรูปแบบมากขึ้น จนเกิดเป็นรำวงมารตราฐาน และการแสดงของทางราชสำนักก็มีหลากหลาย ทั้งละครใน ละครนอก โขน และรำต่างๆตามเรื่องราวในวรรณคดีและที่ถูกประพันธ์ขึ้น 

ลักษณะการแสดงของภาคอีสาน

 ภาคอีสานแบ่งศิลปะการแสดงเป็นการฟ้อน และเซิ้ง ซึ่งการฟ้อนก็จะเกิดจากอีสานทางเหนือซะเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีลักษณะภาคภูมอประเทศที่มีความคล้ายคลึงกับภาคเหนือ แต่ทางอีสานใต้ที่มีลักษณะพื้นที่ที่ค่อนเป็นพื้นแห้งแล้งกาเซิ้งจึงเป็นที่นิยมอย่างมากในเขตอีสานใต้ การแสดงก็จึงค่อนข้างมีลักษณะที่แตกต่างกัน

แต่ก็ยังคงความเป็นอีสานเอาไว้ทั้งสองแบบ การแสดงที่เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักพอสมควรนั้นก็คือ โปงลาง การแสดงของวงโปงลางนั้นเสมือนเป็นเป็นการรวบรวมความทั้งอีสานเหนือและใต้เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว การแสดงของทางอีสานนั้นจะมีละษณะที่มีความสนุกสาน เพลงที่เล่นจะเป็นเพลงที่ค่อนข้างมีจังหวะเร็ว อย่างเช่น เซิ้งแหย่ไข่มดแดง เซิ้งกะโป๋  เซิ้งตังหวาย เซิ้งไทพวนเป็นต้น

ลักษณะแสดงของภาคใต้

 เนื่องเป็นภูมิประเทศที่ติดทะเล และส่วนใหญ่มักได้รับวัฒนธรรมการแต่งกายและการแสดงมาจากทางพวหหมู่เกาะต่างในมาเลเซีย ลักษณะดนตรีและการแสดงของทางภาคใต้จึงมีความผสมผสานระหว่างศิลปะการแสดงแบบไทยและศิลปะการแสดงที่ได้รับอิทธิพลมาได้อย่างลงตัว

แต่ก็มีการแสดงที่เรียกได้ว่าเป็นการแสดงที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในทางภาคใต้นั่ก็คือ “การรำมโนราห์” ถือเป็นศิลปะการแแสดงชั้นสูงของทางภาคใต้ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน