วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่น่าติดตามและน่าค้นหามากที่สุด

สำหรับคนยุคใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับมีการใช้งานกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยนั้น คงนึกไม่ออกเลยว่าสำหรับการอยู่แบบคนสมัยก่อนนั้นเขาอยู่และดำเนินชีวิตกันอย่างไร 

เนื่องจากในยุคก่อนหน้านี้เป็นยุคที่ยังไม่ค่อยจะมีการพัฒนามากนัก เป็นยุคที่นักวิทยาศาสตร์เริ่มมีการประดิษฐและคิดค้น ดังนั้นจึงมีความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างลำบากไม่สะดวกอย่างเช่นยุคในปัจจุบัน และการคิดค้นในด้านต่างๆก็สามารถทำได้ยากกว่าในปัจจุบันเพราะอุปกรณ์และการสื่อสารน้อยกว่าในยุคปัจจุบันแบบนี้นั่นเอง

การทำการทดลองหรือการค้นคว้าในยุคสมัยก่อน

ต้องบอกว่าสมัยก่อนไม่มีอุปกรณ์เยอะเหมือนกับสมัยนี้ ดังนั้นการทดลองในสมัยก่อนจึงมาด้วยการคิดค้นที่มาจากสมองและสติปัญญาของนักวิยาศาสตร์ล้วนๆ เพราะเกิดจากการคิดค้นและแรงบรรดาใจของพวกเขา

เนื่องจากการคิดค้นเหล่านั้น เป็นการคิดค้นทางปัญญาที่ไม่มีใครสามารถลอกเรียนแบบได้ อย่างเช่นในยุคปัจจุบันที่มีการลอกเรียนแบบกันตลอด แค่เปลี่ยนแปลงนิดหน่อยก็หาว่าตนเป็นผู้คิดค้นเองแล้ว และเป็นการประดิษฐที่ไม่ได้พิเศษอะไรมากนัก เรียกว่าไม่มีผลงานในการประดิษฐหรือผลงานในการคิดค้นโดดเด่นอย่างสมัยก่อนนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าคนในสมัยนี้คิดค้นและดัดแปลงสิ่งต่างๆมาจากการค้นคว้าของคนสมัยก่อน นั้นก็เป็นสิ่งที่เรียกว่าดีอย่างหนึ่งเช่นกันนะ เพราะเป็นการพัฒนาระบบเก่าๆให้ดีขึ้น และเป็นการนำมาใช้งานให้ดีขึ้น ระบบใช้ง่ายขึ้น บางอย่างก็ประหยัดขึ้น ช่วยทำให้เข้ากับการเป็นอยู่ในชีวิตของเราที่ง่ายขึ้นนั้นเอง  และหลักการเหล่านี้เราอาจพูดได้ว่าดีกว่าที่มีการเป็นอยู่ในชีวิตแบบเก่า อย่างเช่น

การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ จากการประดิษฐคิดค้นเรื่องของโทรศัพท์ ซึ่งสมัยก่อนไม่อาจใช้งานจนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเราทุกวันแบบสมัยนี้ จากการไม่มีโทรศัพท์ใช้ต้องเดินทางไปมาหากันในสมัยก่อน เป็นการโทรติดต่อสื่อสารซึ่งสามารถมองเห็นหน้าตากันในปัจจุบันนี้ นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เรียกว่ามีการพัฒนาให้ดีขึ้น 

สิ่งประดิษฐคิดค้นของนักวิทยาศาสตร์สามารถทำในสิ่งที่เราไม่คาดคิดได้ เพราะถ้าหากมีการเปรียบเทียบกับสมัยก่อนแล้วนั้น ต้องบอกว่าเราไม่มีไฟฟ้าใช้ ใช้พลังแสงจากดวงอาทิตย์และไม่ใช่ว่าแค่เรื่องของไฟฟ้าเพียงเท่านั้น แต่หมายถึงจุดกำเนิดของการใช้ทุกๆอย่างที่มีการเริ่มต้นประดิษฐอีกด้วย

จะเห็นได้ว่านักวิทยาศาสตร์ได้มีการคิดค้นและประดิษฐสิ่งต่างๆให้กับเรามากมาย อาทิเช่น การคิดค้นเรื่องของเครื่องบิน ที่ทำให้เราสามารถอยู่บนนอากาศได้ คิดค้นรถยนต์ที่ทำให้เราเดินทางโดยที่ไม่ต้องเดินและสามารถเดินทางไปในที่ๆแสนไกลโดยไม่ต้องใช้แรงงานจากสัตว์ 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

เนื้อหาเฉพาะเจาะจงสร้าง Traffic ได้มากกว่า เคล็ดลับของการเขียนไทเทิลให้น่าสนใจ และการคิดเนื้อหาให้น่า อ่าน ) และให้เห็นบน Google แล้วน่าคลิกกว่าคู่แข่งก็คือ การเขียน หัวข้อ ( Headline , Title ) ให้เฉพาะเจาะจงในสิ่งที่จะบอก พูดอีกอย่าง คือ อย่าเขียนอะไรที่กว้างๆ กวาดไปทั่ว

อย่าพูดรวม ๆ จะบอกว่า เว็บเพจนี้มีเรื่องราวอะไรให้บอกไปชัดเจนและเจาะลึกสักนิดแล้วคุณ จะได้คลิกมากขึ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ แทนที่จะสร้างเนื้อหาหรือเขียนไทเทิลชื่อเรื่องว่า “ วิธีเลิกบุหรี่ ” ก็ให้เขียนว่า “ วิธีเลิกบุหรี่ภายใน 7 วัน ” หรือ แทนที่จะ บอกว่า “ เคล็ดลับลดความอ้วน ”

ก็ควรเขียนว่า “ เคล็ดลับลดความ อ้วนสำหรับสาววัยทำงาน ” หรือ “ 10 วิธีลดความอ้วนที่ได้ผลจริง ” ( การระบุตัวเลขต่าง ๆ ก็จะช่วยเพิ่มคลิกได้มากเช่นกัน ) ความเฉพาะ เจาะจงหรือนิชของไทเทิล หัวข้อ หรือบทความ มีพลังความน่าสนใจมากกว่าแน่นอน ( เข้าไปดูใน Yahoo Answers หรือ Google Guru เพื่อหาโพสต์ที่คนดูมาก ๆ ให้คุณคิดเนื้อหาเฉพาะเจาะจงออกมากขึ้น )

H1 , H2 . . . ช่วยทำให้คุณดูมีความรู้ ในสายตา Google จริงเหรอ ? จริงสิ ... การเพิ่ม Sub header คือวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้บทความ คุณภาพขึ้นในทันที เพราะสมัยนี้ นอกจากเหตุผลที่ว่าบทความยิ่ง ยาวยิ่ง Rank ดี การใช้ Sub header ยังจะช่วยแบ่งเรื่องราวให้เขียน ง่าย และอ่านง่ายขึ้นด้วย

ตอนนี้ Google บอกชัดเจนมากขึ้นว่าจะเล่นงานให้หมดไอ้พวกที่ เขียนบทความไม่รู้เรื่อง หรือไอ้พวกบทความไม่เป็น Expert และการ ใช้ Sub Header จะช่วยคุณได้มาก คิดหัวข้อย่อยออกมาจากคำถาม ที่คิดว่าผู้อ่านน่าจะถามบ่อยในเรื่องนั้นๆ

( อะไร , ทำไม , อย่างไร ) และใช้ Tag H1 , H2 , H3 ออกมาเป็นหัวข้อย่อย ไม่ใช่เอา Font มา Bold เฉย ๆ ( ดูตัวอย่างเว็บดังในเมืองนอกคุณจะเห็น ) จะไปแข่งกับเว็บคู่แข่งใหญ่ๆ ไอ้บทความพวกมี Header H1 เดียว เดี๋ยวนี้มันไม่พอแล้ว

อย่าให้เกิดคำถามเหล่านี้ เวลามีคนมาเยี่ยมบ้านคุณ 

ฉันอยู่ที่ไหน ? - ผู้ชมเว็บควรรู้ทันทีว่าอยู่ที่ไหนไม่ว่าจะไป เว็บเพจไหน ( ด้วย Navigator Menu Hover Effect ที่จำเป็น และเพิ่ม Breadcrumb link เช่น home product - bicycle 

คลิกอะไรก่อนดี ? - คุณเป็นผู้ควบคุมว่าอะไรที่อยากให้ผู้ ชมสนใจที่สุดในหนึ่งหน้า ด้วยการทำให้สิ่งนั้นโดดเด่นออก มาที่สุด ไม่ใช่ทุกอย่างเด่นเท่ากันหมด 

จะติดต่อได้ยังไง - อย่าเอาข้อมูลการติดต่อไปซ่อน 

คำนี้แปลว่า ? - คำที่ใช้ในส่วนต่าง ๆ เพื่อนำทางควรสั้น และสื่อสารได้ภายในเสี้ยววินาทีก่อนที่คุณจะเสียผู้ชมไป 

ไอคอน หรือภาพจะสื่ออะไร ? - จะใช้ไอคอน หรือภาพสื่อ ความหมายอะไรก็ตาม มันควรสื่อความหมายได้ภายใน เสี้ยววินาทีเช่นกัน

 

สนับสนุนโดย  Holiday Palace

       เชื่อว่าหลายๆคนในที่นี้คงจะต้องเคยโดยการถามปัญหาโลกแตกอย่างคำถามที่ว่าไก่กับไข่นั้นอะไรที่มันเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ก่อนกัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นคำถามที่ค่อนข้างที่จะกวนประสาทพอสมควรเลยก็ว่าได้ แต่สำหรับคนคิดคำตอบนั้นมันกลับทำให้เป็นคำถามที่ค้างคาใจกันมาอย่างนาน

แสนนานว่าจริงๆแล้วระหว่างไก่กับไข่นั้นอะไรเกิดก่อนกัน ซึ่งแน่นอนว่าก่อนหน้านี้มีการถกเถียงกันอยู่บ่อยๆแต่ก็จบลงด้วยการไม่รู้ต่อไป ซึ่งในวันนี้เราจะได้รู้กันอย่างจริงจังแล้วว่าอะไรเกิดมาก่อนกันแน่

       จะเรียกว่าเป็นวันนี้ที่รอคอยเลยก็ว่าได้สำหรับคำตอบของคำถามเจ้าปัญหาที่สร้างความปวดประสาทให้กับหลายๆคนบนโลกใบนี้กับข้อเท็จจริงของเรื่องไก่กับไข่ ก็ถือว่าเดินทางมาถึงตอนจบของเรื่องนี้กันแล้วเมื่อทางวิทยาศาสตร์นั้นได้มีการหาคำตอบเรื่องของไก่กับไข่ได้อย่างสมเหตุสมผลแล้วว่าจริงๆแล้วตกลงว่าไก่กับไข่เป็นอะไรกันแน่

ที่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ก่อนกันแน่ โดยคำตอบที่มีข้อมูลสนับสนุนอย่างหนักแน่นมากที่สุดก็เฉลยออกมาว่าเป็นไก่เกิดก่อนไข่ โดยทางฝั่งของทีมนักวิจัยของทางมหาวิทยาลัย Sheffield และ Warwick ที่ตั้งอยู่ในอังกฤษนั้นได้ทำการวิจัยหาคำตอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง

และได้มีการค้นพบข้อเท็จจริงที่ว่ามีโปรตีน ovocledidin17 บนเปลือกไข่ซึ่งโปรตีนนี้เองที่เป็นส่วนสำคัญที่มีความจำเป็นต่อการสร้างให้มีจุดเริ่มต้นของการเกิดไข่ขึ้นมา และเป็นส่วนที่ช่วยในการเร่งกระบวนการในส่วนของการตกผลึกของเปลือกไข่ที่สำคัญนั่นก็คือทำให้เปลือกไข่ที่เราเห็นกันในทุกวันนี้มีความแข็งนั่นเอง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม่แม่ไก่จึงสามารถที่จะทำการผลิตส่งออกไข่ของตัวเองได้ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมงนี้ ซึ่ง ovocledidin17 ที่กล่าวไปในข้างต้นนั้น

ถือว่าเป็นโปรตีนสำคัญที่ทางนักวิจัยได้ทำการค้นคว้าและพบว่ามันมีอยู่อย่างเฉพาะแค่ภายในรังไข่ของไก่ สุดท้ายแล้วจึงเป็นที่มาของบทสรุปของปัญหาโลกแตกที่ใครต่างก็หาคำตอบกันมาอย่างเนิ่นนานว่าจะต้องเป็นไก่ที่เป็นแม่ถือกำเนิดขึ้นมาก่อนไข่ผู้เป็นลูก

ด้วยเหตุผลที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดแล้วว่าด้วยเหตุผลของไก่นั้นจะต้องมีโปรตีน ovocledidin17 ตัวนี้เท่านั้นจึงจะสามารถที่จะทำการออกไข่มาให้เราเห็นกันอย่างทุกวันนี้ได้ แต่แน่นอนว่ายังคงมีคนที่สงสัยอยู่ดีว่าถ้าไม่มีไข่ใบแรกแล้วจะมีไก่ตัวแรกเกิดขึ้นบนโลกนี้ได้อย่างไร ไก่ที่ว่านั้นเกิดขึ้นมาจากไหนกันแน่

ทางนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ออกมาให้คำอธิบายเรื่องนี้ให้คลายสงสัยกันไปอย่างถ้วนหน้าว่า ไก่ตัวแรกนั้นได้มีวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์ผู้เป็นบรรพบุรุษต้นกำเนิดของไก่ทุกตัวบนโลกใบนี้ ซึ่งมันก็ได้มีการใช้ระยะเวลาอยู่ค่อนข้างนานอยู่หลายล้านปีเลยทีเดียวสำหรับการที่จะกลายพันธุ์เปลี่ยนมาเป็นอย่างเช่นไก่ในปัจจุบันที่เราเห็นกันทุกวันนี้

        และทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวข้อเท็จจริงที่ทางวิทยาศาสตร์นั้นได้ทำการทุ่มเทในการค้นคว้าหาข้อมูลทำการวิจัยมาเพื่อไขข้อสงสัยและให้คำตอบอย่างสมเหตุสมผลกับทุกๆคน ทำให้เห็นได้ชัดเลยว่าทุกสิ่งบนโลกใบนี้นั้นสามารถที่จะไขความข้องใจได้ง่ายด้วยการนำเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์นั้นมาใช้ และที่สำคัญคือเราไม่สามารถที่จะมองข้ามวิทยาศาสตร์ไปได้เลย

 

ขอบคุณ  แทงบอลออนไลน์  ที่ให้การสนับสนุน

ลอนดอน ประเทศอังกฤษ 19 มีนาคนปี 2002 เจ้าหน้าที่หน่วยปราบปรามอาชญากรรมไฮเทคของอังกฤษจับกุมตัวผู้ดูแลระบบชาวออังกฤษวัย34ปี แกรี่ แมคคินนอน ในข้อกล่าวหาว่า เขาแฮ็กเข้าไปในคอมพิวเตอร์ที่เป็นความลับสุดยอดของเพนตากอนและนาซ่าเป็นระยะเวลานานกว่า13เดือน แมคคินนอนตอบโต้ด้วยการออกแถลงการณ์ว่าเขากำลังค้นหาข้อมูลที่รัฐบาลซุกซ่อนเอาไว้เกี่ยวกับยูเอฟโอและพลังงานทางเลือกแต่เขากล่าวว่าสิ่งที่เขาค้นพบอย่างไม่คาดฝัน

ก็คือหลักฐานปกปิดเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าการค้นพบที่น่าทึ่งที่สุดที่แมคคินนินกล่าวว่าเขาค้นพบก็คือแฟ้มข้อมูล

ที่อ้างอิงถึงบางอย่างที่เรียกกันว่าเจ้าพนักงานนอกโลกแมนคินนอนบอกว่าเป็นที่คาดว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นไปประจำอยู่บนเรือที่มีชื่อเริ่มต้นด้วยUSS ซึ่งย่อมาจาก United States Spaceshipตามความเห็นของแมคคินนอนแล้วเขาค้นพบสิ่งที่เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างปราศจากข้องสงสัยว่ามีโครงการอวกาศของกองทัพสหรัฐอาจเป็นความลับอย่างยิ่งยวดที่ดำเนินการควบคู่ไปกับโครงการอวกาศปกติของนาซ่ากองทัพสหรัฐอาจจะมีโครงการอวกาศอันเป็นความลับ

และพวกเขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับสงครามอวกาศกับชาติอื่นๆหรือดาวอื่นก็เป็นได้ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของแคนาดา พอล เฮลล์เยอร์ เชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังปกปิดข้อมูลการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวของพวกเขาเอาไว้ พอล เฮลล์เยอร์ กล่าวว่า เขามีโอกาสรับรู้เรื่องต่างๆมากมายและบางเรื่ืองนั้นก็น่ากลัวมากสำหรับเขามันน่าตกใจมาก ยูเอฟโอมีอยู่จริง

รัฐบาลสหรัฐเคยติดต่อกับพวกเขามาก่อนด้วยในเดือนกันยายนปี2005 เฮลล์เยอร์ เป็นข่าวพาดหัวด้วยการประกาศว่า ยูเอฟโอนั้นมีอยู่จริง ต่อมาภายหลัง เขายังกล่าวด้วยว่า เผ่าพันธ์ุมนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนโลกไม่ได้มีแค่เผ่าพันธุ์เดียว แต่หลายเผ่าพันธุ์คำพูดนี้ ได้รับการยืนยันจากนักบินอวกาศ เอ็ดการ์ มิทเชลล์ มนุษย์คนที่6ที่ได้เดินทางไปบนดวงจันทร์เมื่อนักบินอวกาศ

  เอ็ดการ์ มิทเชลล์ มาเยือนโตรอนโตไม่นานหลังจากที่เฮลล์เยอร์ เป็นข่าว เฮลล์เยอร์ ได้เชิญเขามาทานอาหารเย็นและสิ่งที่เขาถามเฮลล์เยอร์ ก็คือคุณคิดว่าพวกเขามีอยู่กี่เผ่าพันธุ์เฮลล์เยอร์ ตอบไปว่า ระหว่าง2ถึง12เขาตอบกลับมาว่าใช่เฮลล์เยอร์ ตอบไปว่า เขาก็คิดแบบนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นหลายปีระหว่างนั้นคือจำนวนของพวกเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกับี่บนโลกมีเผ่าพันธุ์ที่หลากหลายข้างนอกนั่นก็มีด้วยเหมือนกัน เหมือนกับเรามีคนวงในบอกว่าเรมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับมนุษย์ต่างดาวและอารยธรรมนอกโลกต่างๆมากมายตัวอย่างเช่น มนุษย์ต่างดาวสีเทาที่มีอยู่ด้วยกัน2-3เผ่าพันธุ์เรารู้ว่ามีเผ่าพันธุ์ตั๊กแตนแล้วก็สัตว์เลี้อยคลานหลากหลายชนิดทีเดียว

ถ้าหากพูดเรื่องหลุมดำในจักรวาลแล้วคาดว่าหลายๆคนส่วนใหญ่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง และส่วนน้อยที่คิดว่าไม่มีอยู่จริง นั้นเป็นเพราะว่าเราไม่เคยเห็นมันเลย แต่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้กล่าวว่าไว้เมื่อ 100 ปีก่อนถึงการมีอยู่ของหลุมดำ

ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ถูกสร้างขึ้นแม้ว่าจะไม่มีใครเคยเห็น ไม่มีรูปถ่ายมาเป็นสิ่งยืนยัน แต่ในแวดวงการวิทยาศาสตร์และกลุ่มนักนักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อว่ามันมีอยู่จริง ถึงแม้ยังไม่เห็นก็ตาม และไม่นานมานี้นักดาราศาสตร์ต่างประเทศกลุ่มหนึ่งทำให้เรื่องของหลุมดำพิสูจน์ได้และยืนยันการมีอยู่จริงของหลุมดำ โดยสามารถบันทึกภาพของหลุมดำที่อยู่ห่างจากโลก 55 ล้านปีแสงเอาไว้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่พวกเราจะได้เห็นหลุมดำจริงๆ

เป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าทฤษฎีหลุมดำของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นเริ่มใกล้ความจริงเข้ามาเรื่อยๆ หลายคนอาจจะกำลังสงสัยใช่หรือไม่ว่า หลุมดำมีความวิเศษหรือมีความสำคัญอย่างไร ซึ่งในการสันนิฐานที่เกี่ยวกับหลุมดำนี้ยังไม่มีการยืนยันออกมาอย่างแน่ชัด

แต่ก็หลายเสียงนั้นบอกว่า ถ้าหากเรานั้นหลุดเข้าไปในหลุม เราจะไม่สามารถออกมาได้อีกเลยไม่ว่าจะต้นทางหรือปลายทางก็ตาม ถ้าหากเราจะต้องการออกจากหลุม เราจะต้องเดินทางให้เร็วเท่าความเร็วแสงหรือมากกว่าแสง แน่นอนว่ามันเป็นไปได้ยาก แล้วถ้าเราออกมาจากหลุมดำได้มันเป็นอย่างไรต่อไป ต้องขอบอกว่าไม่มีการยืนยันอีกเช่นเคย

เพราะว่าไม่เคยมีมนุษย์คนไหนเดินทางเข้าไปในหลุมดำได้เลย แต่จากทฤษฎีอควอตัมของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้น หลุมนั้นมันมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของมิติและเวลา เชื่อกันว่าหลุมดำนั้นอาจจะเป็นทางออกของจักรวาลนี้ที่โลกกำลังอาศัยอยู่

ถ้าหากเราหลุดออกไปจากหลุมดำอีกฝั่งหนึ่งได้ ก็จะพอเจอกับมิติใหม่หรือจักรวาลใหม่นั้นเอง หรืออีกแนวคิดที่เกี่ยวโยงกับเรื่องเวลา เชื่อมกับทฤษฎีสัมพัทธภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์อีกเช่นเคย ซึ่งทฤษฎีนี้จะพูดถึงเรื่องของมิติเวลา ที่พูดถึงหลุมดำว่า เราจะสามารถเดินทางข้ามเวลาได้

แต่จะเป็นเวลาในอนาคตหรืออดีตนั้นก็ไม่อาจจะทราบได้ มันจะพาเราไปยังเวลาไหนเวลาหนึ่ง แต่เราจะไม่สามารถเดินทางกลับไปยังปัจจุบันได้ อย่างไรแล้วเรื่องทั้งหมดนี้ยังถือว่าเป็นทฤษฎีอยู่เพราะว่าอย่างที่ได้กล่าวไป ทฤษฎีเป็นเพียงการตั้งสมมติฐานเท่านั้น

และยังไม่มีการทดลองเพื่อค้นหาคำตอบได้จริง แต่อย่างน้อยวิทยาศาสตร์ก็ทำให้มนุษย์โลกของเรานั้นเชื่อแล้วว่าหลุมดำมีอยู่จริงแน่นอนจากการที่มีภาพถ่ายมายืนยัน และในอนาคตเองถ้าหากว่าเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์บนโลกเราพัฒนามากยิ่งขึ้น เราอาจจะได้คำตอบก็ได้ว่าหลุมดำมีความสำคัญและทำอะไรได้บ้าง

พูดถึงสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกโลกแล้วมันก็คงนึกถึงอะไรไม่ได้นอกจาก มนุษย์ต่างดาว เรื่องของมนุษย์ต่างถูกเล่าขานมาเป็นเวลานานมากแล้ว

แต่เพราะว่าในอดีตกาลนั้นจะทำให้เรื่องของมนุษย์ดูน่าเชื่อนั้นเป็นเรื่องที่ยาก เพราะไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีตัวตนอยู่จริง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเองจะมีหลักฐานเป็นรูปภาพก็ตาม ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่กลุ่มคนบางกลุ่มก็ไม่เชื่อเหมือนอย่างเคย นั้นเป็นเพราะว่าเทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น

อย่างการถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอ ก็สามารถตัดต่อโดยใช้โปรแกรม หรือถ้าหากว่ารูปภาพไหนคลิปวิดีโอไหนถูกตรวจสอบว่าเป็นของจริงไม่ได้ผ่านการตัดต่อ ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่อยู่ภาพนั้นเป็นเรื่องจริง เพราะอาจจะเป็นการจัดฉากขึ้นมาก็เป็นไปได้ แต่ในเวลาต่อได้มีการเปิดเผยข้อมูลบาง นั้นก็คือ การค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ จากที่องค์กร NASA นำยานอะพอลโล่11 พร้อม 3 นักบินขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์

หนึ่งในสามนักบินอวกาศนั้นก็คือ นีล อามสตรอง ได้บันทึกภาพของสิ่งประหลาดได้ ซึ่งเป็นคลิปภาพวิดีโอที่ในนั้นแสดงถึงวัตถุแปลกประหลาด ที่มีแสงสว่างเป็นดวงกลมกำลังเคลื่อนที่อยู่แถวๆดวงจันทร์ก่อนเดินทางหายไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งนีล อามสตรองเอง

ณ ตอนนั้นเขาได้บอกว่าไม่ได้บอกใครรวมทั้งเพื่อนนักบินที่เดินทางร่วมกันอีก 2 คน เพราะกลัวว่าจะเกิดความแตกตื่นและทำภารกิจไม่สำเร็จ ต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าข้อมูลเหล่านี้ทางองค์กร NASA ไม่ได้เป็นผู้เปิดเผยข้อมูลและส่งต่อให้ใครเปิดเผย แต่เป็นนีล อามสตรองเองที่ได้กล่าวให้ฟัง เมื่อพวกเขานำยานอวกาศอะพอลโล่11 ลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ

โดยการสำรวจครั้งนี้มีสิ่งที่พวกเขาค้นพบ เป็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะมีอยู่บนดวงจันทร์ได้ อย่างเช่น สะพานอะไรบางอย่าง หรือแม้กระทั้งเสาอากาศรูปทรงเหมือนจานดาวเทียมที่ติดอยู่ตามบ้านของทุกคน แน่นอนว่ามันแปลกเป็นอย่างที่จะพบสิ่งเหล่านี้ที่เหมือนกับโลกอยู่บนดวงจันทร์ได้ และหลักฐานเป็นภาพฐานที่เก็บมาได้

แต่สุดท้ายแล้วเราก็ไม่อาจจะทราบได้ว่าสิ่งพวกนี้ไม่คืออะไรกันแน่นอน หลังจากอะพอลโล่11แล้วยังมี 15 และ 20 ออกเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์และได้พบกับสิ่งประหลาดเช่นเดียวกัน ซึ่งหลังจากนั้นมาองค์กร NASA ก็ไม่ได้ส่งยานลำไหนออกไปสำรวจดวงจันทร์อีกเลย มีการสันนิฐานว่าเพราะต้องใช้งบประมาณเยอะ และส่งผลเสียต่อสุขภาพของนักบินอวกาศที่เมื่อกลับมาโลกแล้วจะมีปัญหาในเรื่องของการเดิน

และแง่มุมหนึ่งก็บอกว่าเพราะการเจอสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์เป็นเหตุ ได้มีการตั้งสมมติฐานขึ้นมาว่าถ้ามนุษย์ต่างดาวมีจริงแล้วพวกเขาเดินทางมาโลก พวกเขาอาจจะไม่ได้มาดี นี่จึงเป็นแนวความคิดที่ว่า มนุษย์ต่างดาวก็อาจจะมีแนวความคิดเดียวกับมนุษย์ การที่ส่งยานอวกาศและนักบินไปยังดวงจันทร์ อาจจะทำให้มนุษย์ต่างดาวคิดว่าเราไปบุกรุกก็เป็นได้

โดยเรื่องทั้งหมดไม่มีการเปิดเผยใดๆจากองค์กร NASA และคาดจะปิดเป็นความลับไปจนกว่าจะสามารถหาคำตอบได้ เพื่อไม่ให้ประชากรบนโลกเกินความแตกตื่น อย่างไรนั้นก็เพื่อความปลอดภัยอีกด้วยเช่นกัน

คุณเชื่อเรื่องของมนุษย์ต่างดาวหรือไม่ว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่จริง หลายๆคนอาจจะกำลังลังเลใจอยู่ใช่ไหมว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริง ถ้าหากไม่อ้างอิงจากหลักฐานหรืออะไรทางวิทยาศาสตร์ คุณว่าอย่างไร จากความเชื่อที่ว่าจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาลมีระยะทางที่ไม่สิ้นสุดแห่งนี้ จะเชื่อหรือไม่ว่าในดาวดวงอื่นๆที่อยู่ห่างออกไปไกลแสนไกลจะมีสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับมนุษย์โลกอาศัยอยู่

ต้องบอกก่อนว่าโลกเรานั้นอย่างที่ทราบกันดีว่าเกิดมาจากทฤษฎีบิ๊กแบง ที่เกิดจากเศษซากของการระเบิด และเศษเหล่านั้นก็ถูกกระจัดกระจายออกไปทั่วจักรวาลรวมถึงโลกของเราด้วย เพราะเป็นนี้แล้วจึงมีความเป็นไปได้ใช่หรือไม่ว่า เศษซากอื่นๆที่กระจายออกไปทั่วทุกพื้นที่ของจักรวาลจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ เพราะมันมาจากการระเบิดเดียวกัน ก็น่าจะแร่ธาตุที่เหมือนกัน

และในโลกของมนุษย์เราเองนั้นก็ได้มีผู้คนออกมาอ้างว่า ได้พบกับจานบินหรือมนุษย์ต่างดาว และได้ทำการบันทึกเป็นภาพถ่ายและวิดีโอเอาไว้ หลักฐานเหล่านั้นถูกนำมาตรวจสอบในภายหลัง ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่นั้นเป็นของปลอมถูกตัดแต่งขึ้นด้วยโปรแกรม จะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นภาพจริงไม่ผ่านกันตัดต่อใด แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้อีกเช่นกันเพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าวัตถุที่อยู่ในภาพเหล่านั้นเป็นการจัดฉากขึ้นมาหรือไม่

ในเวลาต่อมาได้ผู้ที่อ้างตัวว่าเคยทำงานร่วมกับมนุษย์ต่างดาวออกมาอธิบายว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่ พร้อมกับยืนยันภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกับมนุษย์ต่างดาว ซึ่งเขาได้อธิบายเพิ่มเติมว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นได้เข้ามาอาศัยอยู่บนโลกของเราเป็นเวลานานแล้ว ประมาณ 80 ปีได้แล้ว

พวกเขาก็มีรูปร่างลักษณะเหมือนกับมนุษย์โลกทุกๆอย่าง แต่พวกเขาฉลาดมาก และสามารถสื่อสารด้วยโทรจิตได้อีกด้วย ในความเป็นจริงแล้วที่มนุษย์ต่างดาวเดินทางมายังในตอนแรกก็เพื่อศึกษาสิ่งมีชีวิตบนโลกก็เท่านั้น แต่เมื่อเห็นว่าสภาพภูมิอากาศของโลกไม่ได้มีพิษมีภัยแต่อย่างใด พวกเขาจึงได้เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และกระจัดกระจายอาศัยอยู่ในทั่วทุกมุมของโลก

ถึงอย่างไรแล้วเราก็ไม่สามารถทราบได้ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพราะขนาดองค์กร NASA ก็ไม่ได้ทำการยืนยันว่ามนุษย์ต่างดาวหรือสิ่งมีชีวิตนอกโลกมีอยู่จริงๆ แต่ถึงจะบอกว่าไม่ยืนยัน ก็ไม่ได้ปฏิเสธทฤษฎีเรื่องที่ว่าขนาดดาวโลกเรายังมีสิ่งมีชีวิต แล้วดาวดวงอื่นจะไม่มีสิ่งมีชีวิตเหรอ เชื่อเถอะมนุษย์เราเองก็จะพยายามสร้างและพัฒนาอุปกรณ์ยานพาหนะที่จะสามารถออกไปสำรวจจักรวาลได้ไกลมากขึ้น ถึงตอนนั้นเราก็คงจะทราบกันว่า ข้างนอกโลกที่แสนไกลนั้นมีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่หรือไม่

เรื่องของมนุษย์ต่างดาวนั้นมีถูกกล่าวมาเป็นเวลานานมากแล้ว

เพราะได้มีคนเห็นมันจริงๆ จากหลักฐานต่างๆอย่างภาพถ่าย หรือคลิปวิดีโอ ซึ่งหลักฐานเหล่านั้นมีทั้งที่เป็นภาพจริง และไม่ใช่ของจริงที่นำไปผ่านกระบวนการตัดต่อโดยใช้โปรแกรม แต่ถึงอย่างไรนั้นเรื่องมนุษย์ต่างก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ลี้ลับเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะได้เห็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากนอกโลก จึงทำให้มีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อ ได้มีบุคคลปริศนาออกมาเปิดเผยว่า มนุษย์โลกเราไม่ได้เป็นคนที่ค้นพบมนุษย์ต่าง แต่มนุษย์ต่างดาวต่างหากที่เป็นผู้ค้นพบมนุษย์

และได้เดินทางมายังโลกเพื่อทำการติดต่อ ซึ่งสถานที่ที่มนุษย์ต่างดาวได้ไปนั้นก็คือ กองทัพลับของสหรัฐอเมริกา หรือ area51 ในหลายปีก่อนมีผู้คนเห็นจานบินขนาดใหญ่ตกลงมาในพื้นที่นี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่เองก็ได้เดินทางไปตรวจสอบและพบว่าในจานบินนั้นมีสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ แต่มีลักษณะที่คล้ายๆกัน ที่มีความแตกต่างของเรื่องรูปร่างที่ผอมบาง

มีผิวหนังเป็นสีเทา และหัวที่ใหญ่โต เจ้าหน้าที่ได้แจ้งกับผู้คนแถวนั้นว่าห้ามนำเรื่องนี้ไปพูดต่อ ไม่อย่างนั้นแล้วชีวิตเราอาจจะไม่ปลอดภัย ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ก็มีข่าวลือเรื่องนี้ออกมาเหมือนเดิม แต่ก็ไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพราะ area51 นั้นเป็นพื้นที่ลับ ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าเด็ดขาด แม้ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่สามารถเข้าไปได้เช่นเดียวกัน เชื่อกันว่าพื้นที่ของ area51 นี้เป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งพลังงาน ที่ไม่ว่ามนุษย์ต่างดาวจะเดินทางไปลงจอดที่ไหน จะต้องหันกลับมาลงจอดที่นี้เพราะมันสมบูรณ์แบบในการต้อนรับมนุษย์ต่างดาว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาในเขตของพื้นที่ area51 เองก็ได้เห็นจานบินอยู่บ่อยครั้ง เพราะมีการเคลื่อนย้ายโดยไม่ปิดบังใด ผู้คนเหล่านั้นจึงมีความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวอยู่มาก ในส่วนของคนที่ไม่เชื่อก็จะหาสิ่งมาหักล้างประมาณว่า นั้นอาจจะเป็นยานพาหนะรูปแบบใหม่ที่อาจจะนำไม่ใช้ในการรบก็เป็นได้

เพราะถ้าเป็นจานบินจริงทำไมถึงมีการเคลื่อนย้ายที่เปิดเผยให้ผู้เห็นได้ชัดขนาดนี้ ถือว่าเรื่องนี้ยังเป็นปริศนาอยู่ ทราบหรือไม่ว่าในองค์กร NASA ของสหรัฐอเมริกานั้นได้มีคนไทยทำงานอยู่ด้วยนะ จึงทำให้เรื่องนี้ถูกถามกับคนไทยคนนั้น คำถามก็คือ มนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงหรือไม่?

โดยคนทั่วไปแล้วคำตอบที่ได้มักจะตอบว่า มี หรือ ไม่มี แต่คนไทยคนนี้ตอบว่า “ถ้าดาวโลกเรามีสิ่งชีวิต แล้วดาวดวงอื่นจะไม่มีเหรอ” เพราะฉะนั้นแล้วถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างแท้จริง แต่ในอนาคตก็อาจจะไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นมนุษย์ต่างดาวตัวจริงก็เป็นไปได้ และอาจจะรู้สาเหตุด้วยว่าทำไมสหรัฐอเมริกาถึงต้องการปิดบังเรื่องนี้

อาจจะดูฟังไม่เข้ากันใช่หรือไม่ว่าทำไมมนุษย์ต่างดาวจะต้องย้อนกลับมาเตือนอะไรมนุษย์โลก มันจะต้องเป็นมนุษย์โลกเองหรือไม่ที่ทำการย้อนเวลากลับมาเตือนมนุษย์ด้วยกันเอง นั้นแหละที่น่าแปลกใจ เพราะได้มีมนุษย์ต่างดาวที่ถูกจับโดยกองทัพสหรัฐอเมริกา

นำมาบันเป็นภาพเคลื่อนไหวด้วยกล้องฟิล์ม เพราะเช่นนี้จึงทำให้เราสามารถเห็นถึงรูปร่างลักษณะของมนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวนั้นได้มีลักษณะคล้ายมนุษย์ไม่มากเท่าไหร่นัก ซึ่งล้วนมีส่วนประกอบของร่างกกายที่เหมือนกันทุกอย่าง ยกเว้นลักษณะร่างกายที่มีกายที่ผอมแห้งเห็นแต่กระกระดูก มีหัวที่ใหญ่มากและใหญ่เกินไป วงดาวไม่มีส่วนที่เป็นสีขาวเลยสักนิด ซึ่งภายในคลิปนั้นได้มีการถามตอบันถึงเรื่องในอนาคต

อันที่จริงแล้วจุดประสงค์ของมนุษย์ต่างดาวที่ต้องกลับมาเยือนโลกนั้น

เพียงต้องการมาสำรวจไม่ต้องการมาเตือนถึงเรื่องอนาคตแต่อย่างใดเลย มนุษย์ต่างดาวบอกกับเราว่าเขานั้นไม่ได้มาจากดาวดวงไหน แต่มาจากโลกใบเดียวกันกับมนุษย์ ซึ่งพวกเขานั้นเป็นสปีชีส์ใหม่ที่วิวัฒนาการมาจากมนุษย์อีกที ซึ่งมนุษย์สปีชีส์ในปัจจุบันที่โลกอนาคตนั้นได้สูญพันธุ์ไปแล้ว มนุษย์ต่างดาวได้บอกถึงสาเหตุที่มนุษย์ในยุคจะสูญพันธุ์อีกด้วยว่า จะเกิดโรคระบาด สงครามนิวเคลียส และที่แรกที่จะเกิดสงครามนิวเคลียสนั้นก็คือประเทศสหรัฐอเมริกานั้น

ผู้ควบคุมที่อยู่การบันทึกเทปในครั้งนี้ต่างก็พากันไม่เชื่อ เพราะมันจะเป็นไปได้อย่างไร ทางผู้ควบคุมได้ตั้งคำถามถามมนุษย์ต่างดาวเพิ่มอีกว่า แล้วสงครามนิวเคลียสจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เขาตอบว่าเขาไม่สามารถตอบคำถามนี้เพราะนั้นจะทำให้อนาคตถูกเปลี่ยน

ซึ่งมันไม่มีความเป็นไปได้ แน่นอนว่าทางผู้ควบคุมไม่ลดละ พยายามที่หาคำตอบจากมนุษย์ตนนี้ให้มากนี้สุด ไม่อย่างนั้นเขาจะทำการลงโทษมนุษย์ต่างดาว แบะในท้ายที่สุดมนุษย์ต่างดาวจึงยอมต้องยอมตอบ สงครามระเบิดนิวเคลียสนั้นจะเริ่มตั้งแต่ปี2015 ซึ่งมันอาจจะไม่ได้หายถึงโจมตีทั้งหมด แต่หมายถึงเริ่มมีการวางแผน การสร้างระเบิด เตรียมพร้อมไว้แล้วเสมอ ซึ่งมนุษย์ต่างดาวนั้นยังได้บอกเพิ่มเติมอีกว่า จะมีผู้ชายหนึ่งคนที่จะขึ้นมาควบประเทศ เป็นแกนนำชักจูงคนให้ทำสงคราม ซึ่งเป็นคนที่จะทำลายล้างโลก แต่ในโลกปัจจุบันของเขาที่มาจากอนาคต

ได้ทำการลบประวัติข้อมูลของชายผู้ที่ทำลายโลกออกไปแล้ว เจ้าหน้าที่ควบคุมจึงได้ถามต่อว่า เด็กผู้ชายคนนั้น เกิดหรือยัง? มนุษย์ต่างดาวบอกว่า ผู้ชายคนนั้น ได้ถือกำเนิดขึ้นบนโลกนี้ ทางผู้ควบคุมจึงถามถึงวิธีจัดการว่าควรทำอย่างไร ซึ่งมนุษย์ต่างดาวได้ทิ้งท้ายไว้ คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรในอดีตได้หรอก

เพราะอนาคตมันเกิดขึ้นไปแล้ว สิ่งเหล่านี้อาจจะดูฟังเหลือเชื่อ แต่ตราบใดที่จักรวาลนี้กว้างใหญ่เป็นระยะอนันต์ นั้นก็หมายความว่าอาจจะมีดาวดวงอื่นที่เหมือนโลกและมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ หรือแท้จริงแล้วมนุษย์ต่างดาวคือมนุษย์เราที่กลายพันธุ์ให้เขากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปกันแน่ หากใครสงสัยสามารถไปดูคลิปบันทึกลับเหล่านี้กันได้นะ

เมื่อไม่กี่วันมานี้ทาง NASA (The National Aeronautics and Space Administration)

หรือในชื่อภาษาไทยคือ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ได้ออกมารายงานข่าวให้ทราบว่า จะเกิดเหตุการณ์ดวงอาทิตย์ดับ และทำให้เกิดยุคน้ำแข็งน้อยที่กินระยะเวลานานกว่า 30 ปี ก็คือจากปัจจุบันถึงปีค.ศ.2053 ในความของ ดวงอาทิตย์ดับ นั้นหลายคนคงจะกำลังสงสัยกันเป็นอย่างมากแน่นอนว่าคืออะไร คือการที่ดวงอาทิตย์หมดความร้อนหรือไม่

ดวงอาทิตย์ไม่ให้แสงสว่างแล้วใช่หรือไม่ ซึ่งในความหมายของคำว่าดวงอาทิตย์ดับจากทฤษฎีทั้งหมดนั้นไม่ได้หมายถึง การที่ดวงอาทิตย์หมดความร้อนหรือดับไม่มีแสงสว่าง แต่หมายถึงการที่ดวงอาทิตย์มีพลังงานความร้อนที่ต่ำลง

ซึงในตอนนี้ก็เป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์เริ่มเข้าสู่ช่วงดวงอาทิตย์ดับแล้ว การที่พลังงานความร้อนของดวงอาทิตย์นั้นต่ำลงให้อุณหภูมิบนโลกนั้นต่ำลงหรือที่ว่าโลกจะเย็นขึ้นนั้นเอง ซึ่งในบางพื้นที่ที่อยู่ในเขตหนาวอยู่อาจจะเป็นมีอุณหภูมิ -50 องศาเซลเซียสเลยก็ว่าได้ ยังมีข้อสงสัยที่ว่าการที่ดวงอาทิตย์ดับนั้นจะเป็นอย่างไรต่อบ้าง

ต้องมองเลยปกตินั้นเราจะไม่สามารถลืมตาแล้วเงยหน้าบอกแสงจากดวงอาทิตย์ได้โดยตรง เพราะรังสีจากดวงอาทิตย์นั้นสามารถที่จะทำลายล้างตาของเราให้บอดได้ แต่เมื่อเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ดับแล้วเราจะสามารถบอกดวงอาทิตย์ได้ตาเปล่าของเราได้อย่างสบายเลย โดยปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ดับนี้ก่อให้เกิด ยุคน้ำแข็งน้อยขึ้นมานั้น คือสิ่งที่ได้กล่าว่า โลกเราจะมีความเย็นมากขึ้นนั้นเอง ถ้าจะมองว่าเป็นข้อดีก็ได้เพราะโลกเรานั้นเผชิญกับความร้อนมานานแล้ว แต่ถ้าหากให้พูดถึงข้อเสียแล้วล่ะก็มีอยู่มากอีกเช่นเดียวกัน

นั้นหมายถึงว่าโลกเราจะมีความแห้งชื้นเพิ่มมากขึ้น ฤดูกาลจะมีการเปลี่ยนแปลง ระยะเวลาของฤดูร้อนน้อยลง ฤดูฝนก็จะตกน้อยหรือไม่ตกเลย ทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ง่ายอย่าง ไฟไหม้ป่า แผ่นดินไหว เป็นต้น ผลกระทบเหล่านี้จะเกิดขึ้นไปทั่วโลก หากแต่ก็ยังมีการถกเถียงกันว่า โลกเราก็ยังร้อนเหมือนเดิมนั้นแหละ เพราะภาวะโลกร้อนนั้นส่วนใหญ่มันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ทั้งหลายที่ไปทำลายชั้นบรรยากาศของโลก

แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคนออกมากล่าวว่า การที่เกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ดับมันจะสามารถมาหักล้างกับภาวะโลกร้อนได้ ซึ่งพื้นที่ไหนที่ร้อนมากๆอยู่แล้ว อาจจะยังคงร้อน แต่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งอาจจะมีความเย็นลงในอุณหภูมิที่ปกติทั่วไปก็เป็นไป ถึงอย่างไรแล้วนั้นก็คอยเฝ้าสังเกตการณ์กันดีกว่า เพราะตอนนี้ก็ยังเห็นไม่ชัดเจนมากหนักถึงแม้ว่านาซ่าจะแจ้งออกมาว่าเริ่มเข้าสู่ช่วงของ ดวงอาทิตย์ดับ แล้วก็ตาม