เชื่อเถอะว่าหลายๆคนอยากจะเดินทางข้ามเวลากันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางย้อนเวลาไปยังอดีตที่ผ่านมาแล้ว หรือ การเดินทางข้ามเวลาไปยังอนาคต

สิ่งเรานี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าสามารถทำได้จริง

เพราะทุกคนมีความเชื่อมาจากหลายๆอย่างเช่น ภาพยนตร์ การ์ตูน นวนิยาย ที่มีการสร้างเรื่องเกี่ยวกับอวกาศ มิติที่สาม การเดินทางข้ามเวลา บวกกับทฤษฎัสัมพันธภาพของอัลเบิร์ต ไอสไตน์ ที่ถึงแม้จะยังไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันข้อเท็จจริงของทฤษฎีนี้ได้

แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลาย100ปี ได้มีข่าวต่างๆนานาเกิดขึ้นเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลา อย่างเรื่องเครื่องบินของสายการบินไมอามี่เดินทางข้ามข้ามเวลามาอนาคต

 

การปรากฏตัวของหญิงสาวซึ่งอยู่ในภาพถ่ายขณะเดินที่มือกำลังถือโทรศัพท์อยู่ที่หูอยู่นั้น

ซึ่งในเวลาของยุคนั้นยังไม่มีเครื่องมือสื่อสารที่สามารถพกได้ และในเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้มีข่าวว่ามีชายหนุ่มอายุวัย 25 ปี ได้เดินทางมาจากโลกอนาคต ได้ทำการอ้างตัวเป็นสมาชิกที่อยู่ในการทดลองขององค์กรหนึ่งที่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นที่ไหน ที่ได้ทำการทดลองการส่งมนุษย์ในการเดินทางข้ามเวลา และเขาได้ย้อนเวลามายังปัจจุบัน

ซึ่งได้ทำการสอบสวนอย่างละเอียดและทำการสอบสวนโดยให้เขานั้นพูดกับการตรวจสอบผ่านเครื่องจับเท็จ ปรากฏว่าเครื่องจับเท็จไม่แจ้งเตือนการพูดเท็จใดๆขึ้นเลย ซึ่งเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ถึงกับต้องแปลกใจว่า และสงสัยว่าเครื่องจับเท็จนี้เสียหรือใช้งานไม่ได้

แต่เมื่อทำการทดสอบโดยการพูดเท็จจากเจ้าหน้าที่หลายๆคนแล้วปรากฏว่าเครื่องจับเท็จนี้ส่งสัญญาณเตือนและทำงานอย่างปกติ รายงานข่าวนี้โด่งดังมากถึงแม้ว่าจะยังมีคนทั้งเชื่อและไม่เชื่อ ที่ออกมาว่าเป็นเรื่องโกหก คงจะมีการเตรียมกันไว้แล้ว

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เองนั้นก็ได้ทำการตรวจหาประวัติของชายหนุ่มนี้

ก็พบว่าไม่มีประวัติของบุคคลอยู่บนฐานข้อมูลใดๆในประเทศและต่างประเทศ กลายเป็นว่าเรื่องนี้ทำให้ใครหลายคนเริ่มสนใจเกี่ยวกับการเดินทางย้อนเวลามากขึ้น ชายหนุ่มคนนี้ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ถึงเรื่องในอนาคตว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างอย่าง ทรัมป์ ที่จะได้เป็นนายกของสหรัฐอีกสมัย

ระบบการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ หรือ Ai จะมีประสิทธิ์ภาพการทำงานมากขึ้นและแพร่หลาย รวมไปถึงที่เขาบอกว่าโลกเราจะสามารถสร้างรถไฟฟ้าที่วิ่งได้ไกลถึง 600 ไมล์ต่อการชาร์จพลังแค่ 1 ครั้งเท่านั้น นอกจากนี้แล้วเขาได้บอกว่าตัวเองนั้นมีอายุมาก 50 แต่ได้กินยาที่ทำให้กลับมาเหมือนหนุ่ม เขาบอกอีกว่าเขาเป็นนักเดินทางข้ามเวลามาจากปี 2021

โดยองค์กรลับ และองค์นี้จะเปิดเผยตัวตนเมื่อปี 2028 อย่างไรแล้วเรื่องนี้ยังคงต้องการข้อพิสูจน์กันต่อไปและพิจารณาเรื่องนี้เอาไว้หากว่าสิ่งที่ชายหนุ่มคนนี้พูดนั้นเกิดขึ้นจริง ก็มีความเป็นไปได้ที่เรื่องการเดินทางเดินข้ามเวลานั้นเป็นเรื่องจริงเช่นเดียวกัน

ภัยธรรมชาตินั้นเรไม่สามารถที่จะคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ที่ใด เวลาใด

เพราะเป็นที่เหนือการควบคุมของมนุษย์เราทำได้เพียงแค่เฝ้าระวัง และเตรียมกับภัยภิบัติอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเราที่ไม่มีกำลังมากพอที่จะหยุดยั้งภัยที่เกิดจากได้ธรรมได้ เราจึงจำเป็นศึกษาและตื่นตัวและตระหนักถึงภัยเหล่านี้อยู่เสมอ ภัยที่เกิดจากธรรมชาติก็ได้แก่ น้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว ฟ้าผ่า ไฟไหม้ ดินโคลนถล่ม และสึนามิ เป็นต้น

เรารู้ทุกคนในประเทศไทยได้รู้จักสึนามิภัยที่เกิดจากคลื่นยักษ์ในทะเลเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม เมื่อปี พ.ศ. 2547 เป็นครั้งแรกที่เกิดภัยภิบัติทางทะเลที่ใหญ่มากสำหรับคนไทย เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับทุกคนว่าคลื่นยักษ์เหล่านี้มาจากไหนและเกิดขึ้นได้อย่างไรสึนามินั้นเป็นภาษญี่ปุ่นที่นำเอาคำว่าสึที่แปลว่า ท่าเรือ และนะมิที่แปลว่าคลื่น เอาสองคำนี้มารวมกัน

ถูกบัญญัติขึ้นโดยชาวประมงของญี่ปุ่น ผู้ที่ซึ่งกำลังแล่นเรือกลับเข้ามาที่ท่าเรือ และพบว่าสิ่งต่างๆที่เคยอยู่ที่ท่าเรือได้ถูกทำลายและพังพินาศไปจนหมดสิ้น เนื่องจากตอนที่เขาเดินเรืออยู่กลางทะเลนั้นจะไม่สามารถรู้ได้ถึงความผิดปกติ

แต่ว่าสึนามินั้นจะส่งผลก็ต่อมันอยู่ใกล้ชายฝั่ง จึงเป็นคลื่นที่ส่งกระทบต่อผู้คนที่อยู่ชายฝั่งหรือท่าเรือ จึงเป็นได้นำเอาลักษณะและการเกิดความเสียหายมาตั้งเป็นชื่อ 

สึนามินั้นมีสาเหตุการเกิดอยู่ด้วยหลายอย่าง เช่น แผ่นดินไหวใต้ทะเล ภูเขาไฟใต้ทะเลระเบิด หรืออาจจะเป็นอุกกาบาตที่ตกลงสู่ทะเล

สาเหตุเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุที่ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิได้

คลื่นสึนามินั้นเป็นคลื่นที่ไม่มีเหมือนกับคลื่นทะเลโดยทั่วไป เพราะเป็นคลื่นที่มีความยาวคลื่นมากกว่าคลื่นปกติ แทนที่จะเป็นคลื่นหัวแตกแต่ว่าสึนามินั้นจะค่อยเพิ่มระดับความสูงของคลื่นมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคลื่นยักษ์อย่างที่เรารู้จักกัน แม้ว่าพลังการทำลายของมันจะจำกัดพื้นที่อยู่แค่ชายฝั่งแต่ว่าก็สามารถทำลายล้างได้เป็นบริเวณกว้างทั้งแอ่งของมหาสมุทรได้ 

สึนามิครั้งที่เรียกได้ว่าเป็นภัยธรรมชาติครั้งที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในโลกเกิดขึ้นเมื่อปี 2004 ในมหาสมุทรอินเดีย โดยมีการจารึกเอาไว้ว่าเป็นภัยธรรมชาติที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดถึง 230,0000 คนและพื้นที่การเสียหายครอบคลุมถึง 14 ประเทศที่ติดกับมหาสมุทรอินเดีย

โดยหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบด้วยก็คือ ประเทศไทย ในปี .. 2547 หรือปีค.. 2004 เวลาประมาน 07.58 นาฬิกาตามเวลาในประเทศไทย ได้เกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลขึ้นโดยศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลอยู่ที่กลางมหาสมุทรอินเดียลึกลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ใกล้ด้านตะวันตกของเหนือของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวส่งผลมายังภาคใต้ของประเทศไทย

ซึ่งคาดการณ์ว่าเกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลกใต้มหาสมุทรอินเดีย และได้กระตุ้นทำให้เกิดคลื่นยักษ์ที่สูงราวๆ 30 เมตร พัดเข้าท่วมชายฝั่งและบ้านเรือนของผู้อาศัยตามแนวชายฝั่ง โดยประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศศรีลังกา ประเทศอินเดียและประเทศไทยไล่ลงมาตามลำดับ ความรุนแรงของแผ่นดินไหวอยู่ที่ แมกนิจูด 9.1 ถึง 9.3 ตามมาตราโมเมนต์ และส่งผลให้แผ่นดินไหวในครั้งนี้ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกจากที่เคยวัดได้

และเป็นแผ่นดินไหวที่มีคาบเวลาการไหวยาวนานมากที่สุด อยุ่ที่ประมาณ 8.30 ถึง 10 นาที ซึ่งทำให้แผ่นดินทั่วทั้งผืนโลกเกิดการเคลื่อนตัวไปถึง 1 เซนติเมตร และยังไปกระตุ้นทำให้เกิดแผ่นดินไหวทั่วโลกอีกด้วย

ภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่สามรถคาดเดาและป้องกันได้ร้อยเปอร์เซนต์เพราะฉะนั้นเราควรใช้ชีวิตอย่างมีสติเมื่อเข้าอยู่ใกล้ชายฝั่ง และพยายามเฝ้าสังเกตุความผิดปกติอยู่เสมอ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงได้เมื่อใด

คาดการณ์ความก้าวทางวิทยาศาสตร์ในอนาคตมีดังนี้

เทคโนโลยีหลายๆอย่างที่ถูกพัฒนามาด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์อยู่ก็มาโข เราคงคิดว่าในอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก แล้วจะเป็นไปได้เหรอ นี่คือสิ่งที่หลายคนมักตั้งคำถาม หากมองย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน ที่โลกเราจะคงติดต่อสื่อสารด้วยส่งจดหมายหากัน

ในเวลาต่อมาสิ่งประดิษฐ์อย่างโทรศัพท์ ก็ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งาน ให้สามารถคุยกันแบบได้ยินเสียงได้ นี่จึงเป็นไปได้ว่าอนาคตเรานั้นสิ่งต่างๆอาจจะถูกพัฒนายิ่งขึ้น แต่จะมีอะไรบ้างที่ถูกคาดการณ์เอาไว้ในอนาคตบ้างนั้นมีดังนี้

Wi-Fi กระจายทั่วโลก

สังเกตได้จาดหลายๆพื้นที่ตามชนบทหรือต่างจังหวัดไม่จะอยู่แถบทวีปไหน จะเห็นได้ว่าบริเวณชุมชนเหล่านี้เป็นแหล่งที่อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไม่สามารถเข้าถึงได้ บริษัท OneWeb เป็นหนึ่งบริษัทที่อยู่ภายใต้การดูแลของ Virgin Group มีเป้าหมายในการสร้างอินเตอร์เน็ตที่จะครอบคลุมทั่วโลกภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า ในปี 2018 ได้ทำการปล่อยดาวเทียมขึ้นไปถึง 10 ตัว เพื่อวางแบบแผนให้อินเตอร์เน็ตเข้าถึงบ้านทุกหลัง โรงเรียนทุกแห่ง และศูนย์สุขภาพตามชนบท

หน้ากากป้องกันเสียง

เราเคยเห็นแต่หน้ากากอนามัยที่ใช้ในการปิดจมูกเพื่อหลีกเลี่ยงมลพิษทางหายใจกันเป็นอย่างมาก แต่ไม่ช้าหรือเร็วนี้การค้นพบว่ามลพิษทางการได้ยินก็สำคัญไม่แพ้กัน จึงมีการคาดการณ์เอาไว้จะสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันเสียงที่ไม่ต้องการได้ยิน มันช่วยทำให้เรานั้นมีสมาธิที่จะตั้งใจทำได้อย่างมากขึ้น

ยารักษาเอดส์

คงจะเป็นทราบดีว่าแต่ก่อนนั้นโรคเอดส์ไม่มียาตัวไหนจะสามารถช่วยชีวิตเอาไว้ได้ คงได้แต่รอว่ามันสำแดงฤทธิ์เมื่อไหร่ แต่ในปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์ด้านอาหารและยาถูกพัฒนาขึ้นทำให้มียาที่จะสามารถทำให้ผู้ติดเชื้อนี้มีชีวิตอยู่ที่นานมากขึ้น และในอนาคตมีแนวโน้มที่จะสามารถสร้างแอนติบอดี้ที่รักษาผู้ติดเชื้อนี้ให้หายได้

อิเล็กทรอนิกส์ในร่างกาย

หรือที่เขาเรียกกันว่าการฝังชิฟไว้ในร่างกาย เรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลายคนคาดเดากันไปว่าในอนาคตมันต้องมีแน่ๆ ซึ่งนั้นก็อาจจะเป็นไปได้ในอีกหลาย100ปีข้างหน้า ที่มนุษย์เราจะถูกฝังอิเล็กทรอนิกส์ไว้ในร่างกาย โดยมีการสร้างงานผ่านสมอง เพียงแค่เราคิดร่างกายเราจะทำการโดยอัตโนมัติเหมือนกับหุ่นยนต์ โดยที่เราไม่ต้องออกคำสั่งให้แขนหรือขาต้องขยับ แต่จะเป็นคำสั่งที่ผ่านชุดความคิดจากสมองส่งผ่านชิฟในร่างกาย

ผ่าตัดเปลี่ยนหัว

ฟังดูแล้วน่าขนลุก แต่ทดลองนี้นั้นเกิดขึ้นจริงแต่กำลังทดลองอยู่ เพื่อนำมาใช้ในการรักษาโรคอัมพาตจากเส้นประสาทไขสันหลังด้วยไขสันหลัง นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะทำการทดลองนี้ให้สำเร็จ เพราะถ้าหากการรักษาแบบนี้สำเร็จ การผ่าตัดเปลี่ยนหัวก็จะมีโอกาสสำเร็จได้เช่นกัน

นวัตกรรมเหล่านี้นั้นล้วนมีทั้งการคาดเดา เตรียมวางแผน และมีที่เริ่มทำการทดลองไว้อย่างเรียบร้อย ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์โลกคนหนึ่ง เราควรเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเกิดอยู่เสมอ สิ่งที่เราคิดว่ามันไม่น่าเป็นไปได้ก็อาจจะเป็นไปได้ในอนาคตก็ได้

เพราะฉะนั้นเราควรเข้าถึงเทคโนโลยีและทำความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ให้มากที่สุด

ค่ะวันนี้เราจะมาทำดินน้ำมันให้หนูๆน้องๆเล่นดินน้ำมันจากการที่เรานั้นทำเองง่ายๆ เพื่อให้น้องๆหนูนั้นได้เล่นแบบปลอดภัยซึ่งดินน้ำมันแบบที่เรานั้นไปซื้อมานั้นเวลาที่น้องๆหนูๆนั้นเล่นนั้นมีสารกันบูดและสีสารสังเคราะห์ เพราะน้องๆนั้นต้องเอามือมาสัมผัส

บางทีน้องๆหนูๆนั้นเล่นไปแล้วเอาเข้าปากซึ่งอาจจะเกินอันตรายต่อน้องๆและหนูๆ ดังนั้นเรามาทำดินน้ำมันที่ไม่มีสารกันบูดและสารสีจากสารสังเคราะห์ กัน

ขั้นตอนการเตรียมของ 

มีแป้งอเนกประสงค์  เกลือ น้ำเปล่า และก็น้ำมันมะกอก  ออย แล้วก็สีจากธรรมชาติ เช่นสีเขียวนั้นเราเอามาจากใบเตย  สีเหลืองนั้นเอามากขมิ้น สีแดงเอามากระเจี๊ยบ  

เริ่มแรกนั้นเราเอาแป้งอเนกประสงค์นั้นมาใส่อุปกรณ์ที่เรานั้นเตรียมไว้

แต่ถ้าเรานั้นใช้เป็นแป้งเค้ก หรือแป้งอย่างอื่นนั้นอาจจะทำให้ แป้งนั้นนิ่มเกินหรือเหลวมากเกินไป จากนั้นเราแป้งอเนกประสงค์ที่เรานั้นเตรียมไว้ จากนั้นเราเอาเกลือประมาณหนึ่งถ้วยตวงครึ่ง  มาผสมกัน แล้วคนกันให้ทั่ว  

จากนั้นเรามาเตรียมสีกันค่ะ เริ่มจากที่เรานั้นเอาสีเขียวที่เรานั้นเตรียมไว้ แล้วเราเอาน้ำมันมะกอกที่เรานั้นเตรียมไว้ สักสองช้อนโต๊ะ เทใส่สีเขียวที่เราทำมาจากใบเตย 

จากนั้นเราเอาแป้งอเนกประสงค์ ที่เราทำไว้นั้นมาเทใส่กับสีที่เรานั้นผสมไว้กับน้ำมันมะกอก จากนั้นเราก็คนให้ทั่ว แต่ถ้า แป้งที่เรานั้นผสมไว้แล้วยังไม่เข้าที่ดังนั้นเราก็เติมน้ำเปล่าที่เรานั้นค่อยๆเติมน้ำลงไป แล้วก็คนพอแป้งเริ่มจับตัวเรานั้นก็ใช้มือนั้นนวดแป้ง ให้เป็นก้อนเดียวกันหรือว่าให้แป้งนั้นจับตัวกัน

แต่ในระหว่างที่เรานั้นนวดถ้าแป้งเราเหนียวหรือเหลวเรา ก็ใช้แป้งโรยที่พื้นที่เรานั้นเตรียมนวด ค่อยๆนวดไปในระหว่างที่เรานั้นนวดตัวแป้งนั้นแต่ถ้าแป้งที่เรานั้นไม่จับตัวเราก็เติมน้ำใบเตยหรือว่าน้ำเปล่าที่เรานั้นเตรียมไว้ก็ได้จากนั้นเราก็นวดไปเรื่อยจนเป็นเนื้อเดียวกัน 

ที่ส่วนผสมเรานั้นใส่เกลือก็เพราะว่าเรานั้นไม่สารกันบูดแต่เราใส่เกลือลงไปแทน ส่วนสีนั้นเราใช้สีจากธรรมชาติส่วนออยนั้นเราใช้ในการจับตัว

แค่นี้เราก็จะได้ดินน้ำมันที่เรานั้นทำเองแถมยัง ถูกและก็ปลอดภัยกับน้องๆหนูอีกด้วย การเก็บรักษานั้นเราก็เก็บใส่กล่อง แต่ถ้าเรารู้สึกว่าแงเราก็ใส่ออยลงไปหรือว่าใส่น้ำเปล่าแล้วก็นวดอีกครั้ง แค่นี้เราก็สามารถเล่นต่อได้อีก

มีการค้นพบเรื่องราวของสมองที่มีอยู่แค่ครึ่งซีกเท่านั้น แต่สามารถเชื่อมโยงกันได้แข็งแรงกว่าสมองที่เป็นปกติของคนอื่นทั่วไป

อย่างที่ทราบกันดีว่าสมองของคนเราประกอบไปด้วยซึกทางด้านซ้ายและซีกทางด้านขวาของร่างกาย ซึ่งหากมีการเสียหายไม่ว่าจะเป็นทางซีกใดซีกหนึ่งก็ตามก็จะทำให้สมองรวน ไม่สามารถใช้งานได้อย่างคนปกติ อาจจะส่งผลให้ความจำเสื่อม หรือการทำงานของร่างกายผิดปกติไปเลยก็ได้เช่นกัน

ซึ่งมีการค้นพบว่าเนื้อสมองเหลืออยู่เพียงซีกเดียวแต่กลับทำให้สมองแข็งแกร่งขึ้นด้วยการเชื่อมโยง ซึ่งนอกจากจะสามารถเชื่อมต่อกันแล้วยังแข็งแกร่งกว่าสมองของคนปกติอีกด้วย

มีการอ้างอิงในเรื่องนี้ว่าสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ

หรือแคลเท็ก (Caltech)พวกเขาได้มีกลุ่มทีมนักประสาทวิทยาศาสตร์ ได้วิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้และมีการตีพิมพ์ออกมาเป็นผลรายงานว่า พวกเขาที่ด้ำการวิฉัยเรื่องนี้ได้มีการเห็นคนไข้ได้มีอาการลมชักค่อนข้างที่จะรุนแรงมาก ซึ่งต้องผ่าตัดนำเอาสมองซีกหนึ่งออกไป (Hemispherectomy) และนั้นก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ที่คนไข้สามารถที่จะฟื้นตัว ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือความคิดก็ตาม ซึ่งเขาทำได้ดีกว่าที่คิดและเกิดคาด ซึ่งเหล่าวิจัยทั้งหลายได้ประหลาดใจกับผู้ป่วยคนนี้ จึงได้ทำการวิจัยด้วยการนำเอาคนไข้ 6 ราย ที่เป็นการตัดเนื้อสมองออกซีกหนึ่งเหมือนกัน ได้นำมาตรวจโดยมีการใช้เครื่องสแกน MRI เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับคนที่มีสมองปกติดี ซึ่งมีการเปรียบเทียบกับหลักฐานของข้อมูลผลสแกนสมองของกลุ่มคนอเมริกัน 1,482 คน

ซึ่งมีการปรากฏว่าเซลล์สมองได้มีการพัฒนา

และเรียกว่าพัฒนาเกินคาดที่ควรจะเป็นเพราะมีการประสานกันอย่างแข็งขันมีการเชื่อมโยงเซลล์ประสาททั้ง 7 กลุ่มเข้าด้วยกันเป็นอย่างดี

ซึ่งเป็นการเปรี่ยนถ่ายข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอารมณ์ หรือด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบของประสาทที่สมองสามารถทำงานได้ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นการทำงานระหว่างสมองทั้งสองซีกเท่านั้น 

หนึ่งในทีมวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้คือท่าน ดร. ดอริต คลีมานน์ ได้กล่าวไว้ว่า เป็นที่น่าประหลาดใจยิ่งนักที่สมองซีกเดียวทำงานได้เหมือนสมองที่เป็นปกติของคนทั่วไป ซึ่งคนไข้ได้มีสมองเพียงซีกเดียวแต่สามารถปรับตัวและปรับการใช้งานของสมองให้ทำงานหลายๆอย่างด้วยกัน เพื่อเป็นการทดแทนสมองซีกที่หายไป รวมไปถึงการคิดและการใช้สติสัมปชัญญะในการดำรงชีวิตต่อไป

สำหรับด้านของทีมที่วิจัยเรื่องนี้พวกเขาได้มีการกล่าวไว้ว่าพวกเขาจะศึกษาและทำการวิจัยเรื่องนี้ต่อไป เพื่อให้รู้ในกระบวนการการทำงานของระบบสมองที่สามารถปรับให้ใช้งานได้ให้กระจ่างให้จงได้