คุณทราบหรือไม่ว่าขั้นบรรยากาศของโลกเรานั้นคืออะไร? แล้วคุณมองเห็นชั้นบรรยากาศของโลกเราหรือไม่? คุณกำลังสงสัยอยู่ใช่หรือไม่ว่าบรรยากาศคืออะไร แล้วเราจะมองเห็นเห็นชั้นบรรยากาศได้อย่างไรเพราะเห็นแต่สีท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้า

แล้วคุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าถ้าโลกเราไม่มีชั้นบรรยากาศจะเป็นอย่าง และเกิดผลกระทบอะไรต่อโลกบ้าง ฟังดูแล้วมีคำถามเต็มไปหมดเลยว่าไหม เอาล่ะเดี๋ยวจะมาอธิบายในแต่อย่างให้เข้าใจกันเลย คุณลองมองขึ้นไปบนท้องฟ้าดูสิ นั้นแหละชั้นบรรยากาศ คุณอาจจะสงสัยใช่หรือนั้น แต่ไม่ผิดหรอก ที่คุณเห็นอยู่ทั่วท้องฟ้านั้นแหละที่เราเรียกมันว่า ชั้นบรรยากาศ

ถ้าสมมติว่าโลกเราไม่มีชั้นบรรยากาศปกคลุมอยู่ในช่วงเวลากลางวัน ท้องฟ้าที่คุณเคยเห็นเป็นสีฟ้า ก็จะกลายเป็นสีดำที่มืดสนิท ถึงแม้ว่าจะยังมีแสงจากดวงอาทิตย์ส่องลงมาเช่นเดิม หากคิดภาพไม่ได้ออกลองนึกถึงดวงใจที่มีนักบินอวกาศไปสำรวจดูสิ

นั้นแหละจะเป็นในลักษณะแบบนั้นเลย แสงและเงาที่ส่องลงมาโดนวัตถุจะเข้มและแข็งมาก และเราจะเห็นดวงดาวได้อย่างชัดเจน ซึ่งหากเป็นในเวลากลางคืนก็จะมืดกว่าปกติและเห็นดาวได้ชัดเจนมากกว่าในตอนกลางวันที่ไร้ชั้นบรรยากาศอีก

แล้วทำไมเราถึงท้องฟ้าเป็นสีฟ้า นั้นเป็นเพราะชั้นบรรยากาศของโลกเรามีเส้นของแสงที่ยาวที่สุดนั้นก็คือ สีฟ้า เมื่อแสงจากดวงอาทิตย์ตกกระทบลงมาทำให้เราเห็นท้องเป็นสีฟ้า ซึ่งมีความแตกต่างจากของดาวอังคารที่ชั้นบรรยากาศเป็นสีแดง หรือ ดาวศุกร์ที่ชั้นบรรยากาศเป็นสีส้ม

นั้นก็คืออยู่กับเส้นของแสงที่ยาวของชั้นบรรยากาศของแต่ละดาวแตกต่างกันนั้นเอง ซึ่งถือว่าเป็นผลดีอย่างมากที่โลกเรานั้นมีชั้นบรรยากาศ เพราะชั้นบรรยากาศจะช่วยลดทอนการกระเจิงจากแสงของดวงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมายังพื้นผิวโลก ช่วยกรองแสง และรังสียูวีต่างๆได้ในระดับหนึ่ง

เพราะไม่เช่นนั้นถ้าโลกเราไม่มีชั้นบรรยากาศ แสงจากดวงอาทิตย์จะมีอนุภาพทำร้ายล้างผิวของมนุษย์เลยก็ว่าได้ ซึ่งพื้นผิวโลกอาจจะแห้งแร้งเหมือนกับพื้นผิวที่ขรุขระของดวงจันทร์ เพราะไม่มีชั้นบรรยากาศปกคลุมจะทำให้โลกมีอุณหภูมิที่ร้อนเพิ่มมากขึ้น

อย่างพวกภูเขาไฟระเบิด หรือ ลาวา ก็คงจะไม่หายไป ยังรวมไปถึงการเกิดฤดูกาลอีกด้วย ถ้าหากโลกไร้ชั้นบรรยากาศอย่างที่กล่าวไปว่าจะเจอเพียงแค่แสงแดดจากดวงอาทิตย์ ซึ่งถ้าหากพูดโดยรวมแล้ว เผลอๆนั้นอาจจะไม่มีมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตที่จะสามารถอาศัยดำรงอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างแน่นอน

 

สนับสนุนโดย  ufabet สมัคร

เราต่างมักจะเรียกสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกโลกว่า “มนุษย์ต่างดาว” ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่หลายๆคนนั้นยังไม่เคยเห็นว่ามันมีจริงอยู่หรือไม่ ในส่วนของผู้ที่ได้เห็นนั้นก็น้อยมากหากเทียบกับจำนวนมนุษย์โลกทั้งหมด เรื่องของมนุษย์ต่างดาวเดิมทีนั้นเป็นเรื่องที่เล่ากันมาแต่นานแล้ว

หากแต่มันก็ยังเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจนเกินไป เพราะไม่มีสิ่งที่เป็นหลักฐานเพื่อนำมาพิสูจน์ได้ว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่จริง และในเวลาต่อมานั้นเองก็ได้มีผู้พบเห็นยานพาหนะที่บินอยู่เหนือน่านฟ้าของโลก ได้มีผู้ที่สามารถบันทึกภาพเอาไว้ ทั้งเป็นภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ หลักฐานเหล่านี้ถูกส่งไปตรวจเพื่อทำการพิสูจน์ว่าเป็นของจริงหรือของปลอม

ปรากฏว่าหลักฐานทั้งหมดนั้นมีทั้งของจริงและของปลอมที่ถูกตัดแต่งภาพโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในส่วนของหลักฐานของจริงนั้น ถึงแม้ว่าการตรวจสอบจะบอกว่าไม่ได้ผ่านการตัดแต่ง แต่ก็สามารถจัดฉากขณะถ่ายขึ้นมาได้ แต่มีอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าเป็นของจริงอย่างแน่นอน นั้นก็คือ การค้นพบร่างของผู้หญิงอยู่บนดวงจันทร์

โดยยานบินอวกาศอะพอลโล่20 ที่เป็นความร่วมมือของสหรัฐอเมริกากับรัสเซียที่จะสร้างและส่งมนุษย์ไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง แต่ในครั้งนี้นอกจากจะต้องไปตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายแล้ว กลับพบเจอสิ่งแปลกปลอมที่อยู่บนดวงจันทร์ เป็นหญิงสาวที่คาดว่าจะเสียชีวิตแล้ว

ภายนอกของหญิงสาวผู้นี้นั้นมีลักษณะที่คล้ายกับมนุษย์ทุกอย่าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างออกไป คือเธอมี 3 ดวง ที่มีอีกดวงดวงอยู่บนหน้าผากระหว่างคิ้ว ไม่เพียงแค่ทำการถ่ายคลิปสิ่งมีชีวิตนี้ไว้เท่านั้น แต่ยังนำขึ้นยานอวกาศเพื่อเอากลับมายังโลกอีกด้วย

และในเวลาต่อมาคลิปนี้ก็ถูกลบหายไป คลิปเหล่านี้มีผู้ปล่อยออกมาแต่ไม่ใช่องค์กร NASA ของสหรัฐอเมริกา เพราะประชาชนมีความเชื่อว่าอเมริกานั้นมีความลับปิดบังในเรื่องมนุษย์ดาว ยานบินอวกาศอะพอลโล่20 ถือว่าเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายในการไปสำรวจดวงจันทร์ เพราะหลังจากนั้นก็ไม่มีการไปสำรวจดวงจันทร์อีกเลย โดยมีผู้วิเคราะห์ว่า ต้องใช้งบประมาณสูง

และปัญหาสุขภาพของนักบินเมื่อกลับมายังโลกจะมีปัญหาในเรื่องของการเดิน แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เชื่อกับเหตุผลเหล่านั้น นั้นเป็นเพราะว่ามีเรื่องของมนุษย์ต่างดาวที่ถูกค้นพบเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ถึงแม้ว่าจะมีสาเหตุอะไรก็ตามแต่ก็มีข้อสันนิฐานออกว่า ถ้าบนดวงจันทร์มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ การเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ของมนุษย์นั้นจะเท่ากับว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่ ซึ่งมันอาจจะเป็นปัญหาต่อโลกภายหลังก็เป็นไปได้

 

 

สนับสนุนโดย  ae sexy

ก่อนจะเล่าว่ายุคน้ำแข็งน้อยนั้นคืออะไร ต้องบอกก่อนว่าที่มาที่ทำให้เกิดยุคน้ำแข็งนั้นคืออะไร ตามทฤษฎีแล้วการเกิด ยุคน้ำแข็งน้อย ยุคน้ำเล็ก ยุคน้ำแข็งขนาดเล็กจิ๋ว ซึ่งถูกเรียกได้หลากหลายแบบแต่ทุกชื่อเรียกนั้นมีความหมายไปในทิศทางเดียว

นั้นมีสาเหตุมาจากดวงอาทิตย์ ทุกคนคงจะทราบกันว่าพระอาทิตย์นั้นมีความร้อนเป็นอย่างมาก และเพิ่มมากขึ้นทุกวันด้วยสภาพอากาศที่เรากำลังสัมพันธ์กันอยู่ในทุกวันนี้ แต่การเกิดยุคน้ำแข็งน้อยนั้นเกิดขึ้นเพราะดวงอาทิตย์จะดับชั่วคราว พออธิบายมาถึงประโยคนี้หลายคนคงอาจจะกำลังสงสัยอยู่ใช่ไหมล่ะว่า ดวงอาทิตย์ดับ คืออะไร?

จะไม่ให้ความร้อนหรือ จะไม่มีแสงหรือ หรือว่าโลกจะมืด อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจเสียก่อนว่าประกฎการณ์ดวงอาทิตย์ดับนั้น ไม่หมายถึงการที่มันไม่ให้แสงสว่างหรือไม่ให้ความร้อน แต่หมายถึงการที่ดวงอาทิตย์นั้นจะมีพลังงานความน้อยลง ซึ่งจะยังคงให้ความร้อนแต่น้อย และยังคงส่องแสงสว่างให้กับโลกอย่างเช่นเคย และเราก็อาจจะสามารถมองพระอาทิตย์ด้วยตาเปล่า

โดยที่ไม่ต้องลี่ตามองเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะการเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ดับนี้จะส่งผลให้เกิดยุคน้ำแข็งน้อยเกิดขึ้น นั้นหมายถึงโลกจะเย็นขึ้น ถือว่าเป็นสิ่งที่หลายๆคนคงจะชอบกันเลยสิท่าถ้าหากโลกเรามีอุณหภูมิที่เย็นขึ้น

ซึ่งทาง NASA ได้ออกมาเปิดเผยว่า ในตอนนี้ดวงอาทิตย์เริ่มที่เข้าสู่ช่วงการพลังงานความร้อนต่ำในรอบ 200 ปี และจะทำให้บางพื้นที่นั้นมีอุณหภูมิลดลงจนติด -50 องศาเซลเซียสเลยก็เป็นไปได้ โดยมีการคาดการณ์ว่าตอนนี้พระอาทิตย์ได้เริ่มลดพลังงานความร้อนลงเรื่อยๆ และปรากฏการณ์นี้จะมีระยะเวลายาวนานมากถึง 30 ปี หรือไปจนถึงปีค.ศ.2053

ก็อาจจะเป็นไปได้ หากเป็นเช่นนั้นจริงๆไม่ว่าประเทศไหนก็จะได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์นี้ทั้งหมด หลายๆพื้นที่บนโลกจะมีความเย็นมากขึ้น พื้นที่ที่มีความเย็นอยู่แล้วก็อาจจะหนาวมากขึ้น ถึงแม้จะมีแสงอาทิตย์ให้ความสว่างอยู่เช่นเคย แต่ความร้อนจะลดน้อยลง ฤดูกาลอย่างฤดูร้อนและฤดูฝนที่เป็นฤดูกาลสากลก็จะมีระยะเวลาสั้นน้อยลง

สภาพอากาศก็จะกลายเป็นแห้งชื้น หากบอกว่าต่อให้เข้าสู่ยุคน้ำแข็งความร้อนก็มาหาย เพราะโลกร้อนส่วนหนึ่งมาจากการกระทำมนุษย์ ซึ่งได้มีการถกเถียงกันอยู่มากด้วยทฤษฎีต่างๆมากมาย ที่ว่ามันจะสามารถนำมาหักล้างกันได้ แต่ก็จะตามมาด้วยผลกระทบต่างๆทางธรรมชาติอย่างแน่นอน ซึ่งปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ดับนี้จะทำให้เกิดยุคน้ำแข็งน้อยจริงหรือไม่นั้นต้องคอยติดตามกันต่อไป

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ดู E-SPORT

เราอาจจะเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าดวงจันทร์ให้ความสำคัญอะไรกับโลกเรา ถ้าหากนำไปเปรียบเทียบกับดวงอาทิตย์แล้ว แน่นอนว่าดวงอาทิตย์ก็คงจะต้องมีประโยชน์มากกว่าอยู่แล้ว

ซึ่งหลายคนอาจจะทราบแค่ว่า ดวงจันทร์มีผลกระทบต่อเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงก็เพียงเท่านั้นสินะ ถึงแม้ว่าดวงจันทร์จะไม่มีแสงสว่างเป็นขอตัวเองอย่างดวงอาทิตย์ และที่เห็นว่ามันสว่างในกลางคืน

ก็เพราะมันได้รับอิทธิพลมาจากแสงของดวงอาทิตย์นั้นเอง แต่ก็ใช้ว่ามันไม่มีประโยชน์นะ ถ้าหากโลกเราไม่มีดวงจันทร์ ก็จะมีผลกระทบที่ตามมาได้เช่นเดียวกัน ถ้าหากคุณลองไปอยู่ในมืดสนิทไม่แม้แต่ไฟฟ้า คุณจะเห็นได้ว่าแสงจากดวงจันทร์ยังสว่างพอจะทำให้คุณเห็นทาง และเกิดเงา

ถึงแม้แสงนั้นจะไม่ได้สว่างเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ก็ตาม ซึ่งถ้าหากไม่มีดวงจันทร์ในเวลากลางคืนจะทำให้โลกฝั่งกลางคืนนั้นมืดมาก มืดจนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย ถ้าหากเราไม่มีไฟฉายหรือไฟฟ้าที่มนุษย์เราสร้างขึ้น

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่าถ้าหากไม่มีดวงจันทร์จะสงผลกระทบในเรื่องของน้ำขึ้นน้ำลง ใช่ และจะส่งต่อสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำด้วย ซึ่งสัตว์น้ำบางชนิดมีวิถีชีวิตในตอนกลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน หากไม่มีดวงจันทร์ก็จะไม่เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง

รวมไปถึงสัตว์ก็สามารถสูญพันธุ์ได้ หรือ ถ้าหากไม่สูญพันธุ์ สัตว์น้ำเหล่านั้นจะมีการขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้นในแบบที่ว่ามากกว่าปกติ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนระบบนิเวศใหม่ และทำให้มีปัญหาในเรื่องของห่วงโซ่อาหารอีกด้วย ทั้งนี้ไม่ใช่แค่สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำเท่านั้นที่จะสูญพันธุ์

แต่ยังรวมไปถึงสัตว์มีชีวิตอาศัยอยู่บนบกเช่นกัน เพราะสัตว์บางประเภทต้องล่าเหยื่อหรือหากินในช่วงเวลากลางคืน ถ้าหากไร้แสงจากดวงจันทร์ สัตว์เหล่านี้จะมองไม่เห็นและถึงคราวสูญพันธุ์ไปในที่สุด ซึ่งสัตว์ที่จะสามารถอยู่ร้อนได้ถ้าหากโลกไร้ดวงจันทร์จะเป็นสัตว์จำพวกที่หากินและล่าเหยื่อด้วยความอื่นๆอย่าง

การได้ยินเสียง การได้กลิ่น การสัมผัส เป็นต้น และในทางของการเปลี่ยนแปลงของโลกนั้นมีอย่างแน่นอน ถ้าหากโลกไม่มีดวงจันทร์เป็นบริวาล จะส่งผลทำให้โลกจากเดิมที่มีการหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วคงที่ จะเปลี่ยนไปทำให้โลกเรานั้นหมุนรอบตัวเองอย่างเร็วขึ้น

มีแรงหวี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น ไม่มีแรงดึงดู ซึ่งอาจจะทำให้โลกเรานั้นสามารถหลุดออกไปจากระบบสุริยะจักรวาลเลยก็เป็นได้ และอีกหนึ่งสำคัญก็คือเรื่องของเวลา โดยปกติแล้ว 1 วัน จะเท่ากับ 24 ชั่วโมง แต่เมื่อไร้ดวงจันทร์ เวลา 1 วันบนโลกจะลดน้อยลงเหลือเพียง 6-12 ชั่วโมงเท่านั้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ดูบอล

วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่น่าติดตามและน่าค้นหามากที่สุด

สำหรับคนยุคใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับมีการใช้งานกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยนั้น คงนึกไม่ออกเลยว่าสำหรับการอยู่แบบคนสมัยก่อนนั้นเขาอยู่และดำเนินชีวิตกันอย่างไร 

เนื่องจากในยุคก่อนหน้านี้เป็นยุคที่ยังไม่ค่อยจะมีการพัฒนามากนัก เป็นยุคที่นักวิทยาศาสตร์เริ่มมีการประดิษฐและคิดค้น ดังนั้นจึงมีความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างลำบากไม่สะดวกอย่างเช่นยุคในปัจจุบัน และการคิดค้นในด้านต่างๆก็สามารถทำได้ยากกว่าในปัจจุบันเพราะอุปกรณ์และการสื่อสารน้อยกว่าในยุคปัจจุบันแบบนี้นั่นเอง

การทำการทดลองหรือการค้นคว้าในยุคสมัยก่อน

ต้องบอกว่าสมัยก่อนไม่มีอุปกรณ์เยอะเหมือนกับสมัยนี้ ดังนั้นการทดลองในสมัยก่อนจึงมาด้วยการคิดค้นที่มาจากสมองและสติปัญญาของนักวิยาศาสตร์ล้วนๆ เพราะเกิดจากการคิดค้นและแรงบรรดาใจของพวกเขา

เนื่องจากการคิดค้นเหล่านั้น เป็นการคิดค้นทางปัญญาที่ไม่มีใครสามารถลอกเรียนแบบได้ อย่างเช่นในยุคปัจจุบันที่มีการลอกเรียนแบบกันตลอด แค่เปลี่ยนแปลงนิดหน่อยก็หาว่าตนเป็นผู้คิดค้นเองแล้ว และเป็นการประดิษฐที่ไม่ได้พิเศษอะไรมากนัก เรียกว่าไม่มีผลงานในการประดิษฐหรือผลงานในการคิดค้นโดดเด่นอย่างสมัยก่อนนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าคนในสมัยนี้คิดค้นและดัดแปลงสิ่งต่างๆมาจากการค้นคว้าของคนสมัยก่อน นั้นก็เป็นสิ่งที่เรียกว่าดีอย่างหนึ่งเช่นกันนะ เพราะเป็นการพัฒนาระบบเก่าๆให้ดีขึ้น และเป็นการนำมาใช้งานให้ดีขึ้น ระบบใช้ง่ายขึ้น บางอย่างก็ประหยัดขึ้น ช่วยทำให้เข้ากับการเป็นอยู่ในชีวิตของเราที่ง่ายขึ้นนั้นเอง  และหลักการเหล่านี้เราอาจพูดได้ว่าดีกว่าที่มีการเป็นอยู่ในชีวิตแบบเก่า อย่างเช่น

การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ จากการประดิษฐคิดค้นเรื่องของโทรศัพท์ ซึ่งสมัยก่อนไม่อาจใช้งานจนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเราทุกวันแบบสมัยนี้ จากการไม่มีโทรศัพท์ใช้ต้องเดินทางไปมาหากันในสมัยก่อน เป็นการโทรติดต่อสื่อสารซึ่งสามารถมองเห็นหน้าตากันในปัจจุบันนี้ นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เรียกว่ามีการพัฒนาให้ดีขึ้น 

สิ่งประดิษฐคิดค้นของนักวิทยาศาสตร์สามารถทำในสิ่งที่เราไม่คาดคิดได้ เพราะถ้าหากมีการเปรียบเทียบกับสมัยก่อนแล้วนั้น ต้องบอกว่าเราไม่มีไฟฟ้าใช้ ใช้พลังแสงจากดวงอาทิตย์และไม่ใช่ว่าแค่เรื่องของไฟฟ้าเพียงเท่านั้น แต่หมายถึงจุดกำเนิดของการใช้ทุกๆอย่างที่มีการเริ่มต้นประดิษฐอีกด้วย

จะเห็นได้ว่านักวิทยาศาสตร์ได้มีการคิดค้นและประดิษฐสิ่งต่างๆให้กับเรามากมาย อาทิเช่น การคิดค้นเรื่องของเครื่องบิน ที่ทำให้เราสามารถอยู่บนนอากาศได้ คิดค้นรถยนต์ที่ทำให้เราเดินทางโดยที่ไม่ต้องเดินและสามารถเดินทางไปในที่ๆแสนไกลโดยไม่ต้องใช้แรงงานจากสัตว์ 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

       เชื่อว่าหลายๆคนในที่นี้คงจะต้องเคยโดยการถามปัญหาโลกแตกอย่างคำถามที่ว่าไก่กับไข่นั้นอะไรที่มันเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ก่อนกัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นคำถามที่ค่อนข้างที่จะกวนประสาทพอสมควรเลยก็ว่าได้ แต่สำหรับคนคิดคำตอบนั้นมันกลับทำให้เป็นคำถามที่ค้างคาใจกันมาอย่างนาน

แสนนานว่าจริงๆแล้วระหว่างไก่กับไข่นั้นอะไรเกิดก่อนกัน ซึ่งแน่นอนว่าก่อนหน้านี้มีการถกเถียงกันอยู่บ่อยๆแต่ก็จบลงด้วยการไม่รู้ต่อไป ซึ่งในวันนี้เราจะได้รู้กันอย่างจริงจังแล้วว่าอะไรเกิดมาก่อนกันแน่

       จะเรียกว่าเป็นวันนี้ที่รอคอยเลยก็ว่าได้สำหรับคำตอบของคำถามเจ้าปัญหาที่สร้างความปวดประสาทให้กับหลายๆคนบนโลกใบนี้กับข้อเท็จจริงของเรื่องไก่กับไข่ ก็ถือว่าเดินทางมาถึงตอนจบของเรื่องนี้กันแล้วเมื่อทางวิทยาศาสตร์นั้นได้มีการหาคำตอบเรื่องของไก่กับไข่ได้อย่างสมเหตุสมผลแล้วว่าจริงๆแล้วตกลงว่าไก่กับไข่เป็นอะไรกันแน่

ที่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ก่อนกันแน่ โดยคำตอบที่มีข้อมูลสนับสนุนอย่างหนักแน่นมากที่สุดก็เฉลยออกมาว่าเป็นไก่เกิดก่อนไข่ โดยทางฝั่งของทีมนักวิจัยของทางมหาวิทยาลัย Sheffield และ Warwick ที่ตั้งอยู่ในอังกฤษนั้นได้ทำการวิจัยหาคำตอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง

และได้มีการค้นพบข้อเท็จจริงที่ว่ามีโปรตีน ovocledidin17 บนเปลือกไข่ซึ่งโปรตีนนี้เองที่เป็นส่วนสำคัญที่มีความจำเป็นต่อการสร้างให้มีจุดเริ่มต้นของการเกิดไข่ขึ้นมา และเป็นส่วนที่ช่วยในการเร่งกระบวนการในส่วนของการตกผลึกของเปลือกไข่ที่สำคัญนั่นก็คือทำให้เปลือกไข่ที่เราเห็นกันในทุกวันนี้มีความแข็งนั่นเอง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม่แม่ไก่จึงสามารถที่จะทำการผลิตส่งออกไข่ของตัวเองได้ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมงนี้ ซึ่ง ovocledidin17 ที่กล่าวไปในข้างต้นนั้น

ถือว่าเป็นโปรตีนสำคัญที่ทางนักวิจัยได้ทำการค้นคว้าและพบว่ามันมีอยู่อย่างเฉพาะแค่ภายในรังไข่ของไก่ สุดท้ายแล้วจึงเป็นที่มาของบทสรุปของปัญหาโลกแตกที่ใครต่างก็หาคำตอบกันมาอย่างเนิ่นนานว่าจะต้องเป็นไก่ที่เป็นแม่ถือกำเนิดขึ้นมาก่อนไข่ผู้เป็นลูก

ด้วยเหตุผลที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดแล้วว่าด้วยเหตุผลของไก่นั้นจะต้องมีโปรตีน ovocledidin17 ตัวนี้เท่านั้นจึงจะสามารถที่จะทำการออกไข่มาให้เราเห็นกันอย่างทุกวันนี้ได้ แต่แน่นอนว่ายังคงมีคนที่สงสัยอยู่ดีว่าถ้าไม่มีไข่ใบแรกแล้วจะมีไก่ตัวแรกเกิดขึ้นบนโลกนี้ได้อย่างไร ไก่ที่ว่านั้นเกิดขึ้นมาจากไหนกันแน่

ทางนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ออกมาให้คำอธิบายเรื่องนี้ให้คลายสงสัยกันไปอย่างถ้วนหน้าว่า ไก่ตัวแรกนั้นได้มีวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์ผู้เป็นบรรพบุรุษต้นกำเนิดของไก่ทุกตัวบนโลกใบนี้ ซึ่งมันก็ได้มีการใช้ระยะเวลาอยู่ค่อนข้างนานอยู่หลายล้านปีเลยทีเดียวสำหรับการที่จะกลายพันธุ์เปลี่ยนมาเป็นอย่างเช่นไก่ในปัจจุบันที่เราเห็นกันทุกวันนี้

        และทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวข้อเท็จจริงที่ทางวิทยาศาสตร์นั้นได้ทำการทุ่มเทในการค้นคว้าหาข้อมูลทำการวิจัยมาเพื่อไขข้อสงสัยและให้คำตอบอย่างสมเหตุสมผลกับทุกๆคน ทำให้เห็นได้ชัดเลยว่าทุกสิ่งบนโลกใบนี้นั้นสามารถที่จะไขความข้องใจได้ง่ายด้วยการนำเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์นั้นมาใช้ และที่สำคัญคือเราไม่สามารถที่จะมองข้ามวิทยาศาสตร์ไปได้เลย

 

ขอบคุณ  แทงบอลออนไลน์  ที่ให้การสนับสนุน

ลอนดอน ประเทศอังกฤษ 19 มีนาคนปี 2002 เจ้าหน้าที่หน่วยปราบปรามอาชญากรรมไฮเทคของอังกฤษจับกุมตัวผู้ดูแลระบบชาวออังกฤษวัย34ปี แกรี่ แมคคินนอน ในข้อกล่าวหาว่า เขาแฮ็กเข้าไปในคอมพิวเตอร์ที่เป็นความลับสุดยอดของเพนตากอนและนาซ่าเป็นระยะเวลานานกว่า13เดือน แมคคินนอนตอบโต้ด้วยการออกแถลงการณ์ว่าเขากำลังค้นหาข้อมูลที่รัฐบาลซุกซ่อนเอาไว้เกี่ยวกับยูเอฟโอและพลังงานทางเลือกแต่เขากล่าวว่าสิ่งที่เขาค้นพบอย่างไม่คาดฝัน

ก็คือหลักฐานปกปิดเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าการค้นพบที่น่าทึ่งที่สุดที่แมคคินนินกล่าวว่าเขาค้นพบก็คือแฟ้มข้อมูล

ที่อ้างอิงถึงบางอย่างที่เรียกกันว่าเจ้าพนักงานนอกโลกแมนคินนอนบอกว่าเป็นที่คาดว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นไปประจำอยู่บนเรือที่มีชื่อเริ่มต้นด้วยUSS ซึ่งย่อมาจาก United States Spaceshipตามความเห็นของแมคคินนอนแล้วเขาค้นพบสิ่งที่เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างปราศจากข้องสงสัยว่ามีโครงการอวกาศของกองทัพสหรัฐอาจเป็นความลับอย่างยิ่งยวดที่ดำเนินการควบคู่ไปกับโครงการอวกาศปกติของนาซ่ากองทัพสหรัฐอาจจะมีโครงการอวกาศอันเป็นความลับ

และพวกเขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับสงครามอวกาศกับชาติอื่นๆหรือดาวอื่นก็เป็นได้ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของแคนาดา พอล เฮลล์เยอร์ เชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังปกปิดข้อมูลการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวของพวกเขาเอาไว้ พอล เฮลล์เยอร์ กล่าวว่า เขามีโอกาสรับรู้เรื่องต่างๆมากมายและบางเรื่ืองนั้นก็น่ากลัวมากสำหรับเขามันน่าตกใจมาก ยูเอฟโอมีอยู่จริง

รัฐบาลสหรัฐเคยติดต่อกับพวกเขามาก่อนด้วยในเดือนกันยายนปี2005 เฮลล์เยอร์ เป็นข่าวพาดหัวด้วยการประกาศว่า ยูเอฟโอนั้นมีอยู่จริง ต่อมาภายหลัง เขายังกล่าวด้วยว่า เผ่าพันธ์ุมนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนโลกไม่ได้มีแค่เผ่าพันธุ์เดียว แต่หลายเผ่าพันธุ์คำพูดนี้ ได้รับการยืนยันจากนักบินอวกาศ เอ็ดการ์ มิทเชลล์ มนุษย์คนที่6ที่ได้เดินทางไปบนดวงจันทร์เมื่อนักบินอวกาศ

  เอ็ดการ์ มิทเชลล์ มาเยือนโตรอนโตไม่นานหลังจากที่เฮลล์เยอร์ เป็นข่าว เฮลล์เยอร์ ได้เชิญเขามาทานอาหารเย็นและสิ่งที่เขาถามเฮลล์เยอร์ ก็คือคุณคิดว่าพวกเขามีอยู่กี่เผ่าพันธุ์เฮลล์เยอร์ ตอบไปว่า ระหว่าง2ถึง12เขาตอบกลับมาว่าใช่เฮลล์เยอร์ ตอบไปว่า เขาก็คิดแบบนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นหลายปีระหว่างนั้นคือจำนวนของพวกเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกับี่บนโลกมีเผ่าพันธุ์ที่หลากหลายข้างนอกนั่นก็มีด้วยเหมือนกัน เหมือนกับเรามีคนวงในบอกว่าเรมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับมนุษย์ต่างดาวและอารยธรรมนอกโลกต่างๆมากมายตัวอย่างเช่น มนุษย์ต่างดาวสีเทาที่มีอยู่ด้วยกัน2-3เผ่าพันธุ์เรารู้ว่ามีเผ่าพันธุ์ตั๊กแตนแล้วก็สัตว์เลี้อยคลานหลากหลายชนิดทีเดียว

ถ้าหากพูดเรื่องหลุมดำในจักรวาลแล้วคาดว่าหลายๆคนส่วนใหญ่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง และส่วนน้อยที่คิดว่าไม่มีอยู่จริง นั้นเป็นเพราะว่าเราไม่เคยเห็นมันเลย แต่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้กล่าวว่าไว้เมื่อ 100 ปีก่อนถึงการมีอยู่ของหลุมดำ

ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ถูกสร้างขึ้นแม้ว่าจะไม่มีใครเคยเห็น ไม่มีรูปถ่ายมาเป็นสิ่งยืนยัน แต่ในแวดวงการวิทยาศาสตร์และกลุ่มนักนักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อว่ามันมีอยู่จริง ถึงแม้ยังไม่เห็นก็ตาม และไม่นานมานี้นักดาราศาสตร์ต่างประเทศกลุ่มหนึ่งทำให้เรื่องของหลุมดำพิสูจน์ได้และยืนยันการมีอยู่จริงของหลุมดำ โดยสามารถบันทึกภาพของหลุมดำที่อยู่ห่างจากโลก 55 ล้านปีแสงเอาไว้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่พวกเราจะได้เห็นหลุมดำจริงๆ

เป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าทฤษฎีหลุมดำของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นเริ่มใกล้ความจริงเข้ามาเรื่อยๆ หลายคนอาจจะกำลังสงสัยใช่หรือไม่ว่า หลุมดำมีความวิเศษหรือมีความสำคัญอย่างไร ซึ่งในการสันนิฐานที่เกี่ยวกับหลุมดำนี้ยังไม่มีการยืนยันออกมาอย่างแน่ชัด

แต่ก็หลายเสียงนั้นบอกว่า ถ้าหากเรานั้นหลุดเข้าไปในหลุม เราจะไม่สามารถออกมาได้อีกเลยไม่ว่าจะต้นทางหรือปลายทางก็ตาม ถ้าหากเราจะต้องการออกจากหลุม เราจะต้องเดินทางให้เร็วเท่าความเร็วแสงหรือมากกว่าแสง แน่นอนว่ามันเป็นไปได้ยาก แล้วถ้าเราออกมาจากหลุมดำได้มันเป็นอย่างไรต่อไป ต้องขอบอกว่าไม่มีการยืนยันอีกเช่นเคย

เพราะว่าไม่เคยมีมนุษย์คนไหนเดินทางเข้าไปในหลุมดำได้เลย แต่จากทฤษฎีอควอตัมของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้น หลุมนั้นมันมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของมิติและเวลา เชื่อกันว่าหลุมดำนั้นอาจจะเป็นทางออกของจักรวาลนี้ที่โลกกำลังอาศัยอยู่

ถ้าหากเราหลุดออกไปจากหลุมดำอีกฝั่งหนึ่งได้ ก็จะพอเจอกับมิติใหม่หรือจักรวาลใหม่นั้นเอง หรืออีกแนวคิดที่เกี่ยวโยงกับเรื่องเวลา เชื่อมกับทฤษฎีสัมพัทธภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์อีกเช่นเคย ซึ่งทฤษฎีนี้จะพูดถึงเรื่องของมิติเวลา ที่พูดถึงหลุมดำว่า เราจะสามารถเดินทางข้ามเวลาได้

แต่จะเป็นเวลาในอนาคตหรืออดีตนั้นก็ไม่อาจจะทราบได้ มันจะพาเราไปยังเวลาไหนเวลาหนึ่ง แต่เราจะไม่สามารถเดินทางกลับไปยังปัจจุบันได้ อย่างไรแล้วเรื่องทั้งหมดนี้ยังถือว่าเป็นทฤษฎีอยู่เพราะว่าอย่างที่ได้กล่าวไป ทฤษฎีเป็นเพียงการตั้งสมมติฐานเท่านั้น

และยังไม่มีการทดลองเพื่อค้นหาคำตอบได้จริง แต่อย่างน้อยวิทยาศาสตร์ก็ทำให้มนุษย์โลกของเรานั้นเชื่อแล้วว่าหลุมดำมีอยู่จริงแน่นอนจากการที่มีภาพถ่ายมายืนยัน และในอนาคตเองถ้าหากว่าเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์บนโลกเราพัฒนามากยิ่งขึ้น เราอาจจะได้คำตอบก็ได้ว่าหลุมดำมีความสำคัญและทำอะไรได้บ้าง

พูดถึงสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกโลกแล้วมันก็คงนึกถึงอะไรไม่ได้นอกจาก มนุษย์ต่างดาว เรื่องของมนุษย์ต่างถูกเล่าขานมาเป็นเวลานานมากแล้ว

แต่เพราะว่าในอดีตกาลนั้นจะทำให้เรื่องของมนุษย์ดูน่าเชื่อนั้นเป็นเรื่องที่ยาก เพราะไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีตัวตนอยู่จริง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเองจะมีหลักฐานเป็นรูปภาพก็ตาม ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่กลุ่มคนบางกลุ่มก็ไม่เชื่อเหมือนอย่างเคย นั้นเป็นเพราะว่าเทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น

อย่างการถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอ ก็สามารถตัดต่อโดยใช้โปรแกรม หรือถ้าหากว่ารูปภาพไหนคลิปวิดีโอไหนถูกตรวจสอบว่าเป็นของจริงไม่ได้ผ่านการตัดต่อ ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่อยู่ภาพนั้นเป็นเรื่องจริง เพราะอาจจะเป็นการจัดฉากขึ้นมาก็เป็นไปได้ แต่ในเวลาต่อได้มีการเปิดเผยข้อมูลบาง นั้นก็คือ การค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ จากที่องค์กร NASA นำยานอะพอลโล่11 พร้อม 3 นักบินขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์

หนึ่งในสามนักบินอวกาศนั้นก็คือ นีล อามสตรอง ได้บันทึกภาพของสิ่งประหลาดได้ ซึ่งเป็นคลิปภาพวิดีโอที่ในนั้นแสดงถึงวัตถุแปลกประหลาด ที่มีแสงสว่างเป็นดวงกลมกำลังเคลื่อนที่อยู่แถวๆดวงจันทร์ก่อนเดินทางหายไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งนีล อามสตรองเอง

ณ ตอนนั้นเขาได้บอกว่าไม่ได้บอกใครรวมทั้งเพื่อนนักบินที่เดินทางร่วมกันอีก 2 คน เพราะกลัวว่าจะเกิดความแตกตื่นและทำภารกิจไม่สำเร็จ ต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าข้อมูลเหล่านี้ทางองค์กร NASA ไม่ได้เป็นผู้เปิดเผยข้อมูลและส่งต่อให้ใครเปิดเผย แต่เป็นนีล อามสตรองเองที่ได้กล่าวให้ฟัง เมื่อพวกเขานำยานอวกาศอะพอลโล่11 ลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ

โดยการสำรวจครั้งนี้มีสิ่งที่พวกเขาค้นพบ เป็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะมีอยู่บนดวงจันทร์ได้ อย่างเช่น สะพานอะไรบางอย่าง หรือแม้กระทั้งเสาอากาศรูปทรงเหมือนจานดาวเทียมที่ติดอยู่ตามบ้านของทุกคน แน่นอนว่ามันแปลกเป็นอย่างที่จะพบสิ่งเหล่านี้ที่เหมือนกับโลกอยู่บนดวงจันทร์ได้ และหลักฐานเป็นภาพฐานที่เก็บมาได้

แต่สุดท้ายแล้วเราก็ไม่อาจจะทราบได้ว่าสิ่งพวกนี้ไม่คืออะไรกันแน่นอน หลังจากอะพอลโล่11แล้วยังมี 15 และ 20 ออกเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์และได้พบกับสิ่งประหลาดเช่นเดียวกัน ซึ่งหลังจากนั้นมาองค์กร NASA ก็ไม่ได้ส่งยานลำไหนออกไปสำรวจดวงจันทร์อีกเลย มีการสันนิฐานว่าเพราะต้องใช้งบประมาณเยอะ และส่งผลเสียต่อสุขภาพของนักบินอวกาศที่เมื่อกลับมาโลกแล้วจะมีปัญหาในเรื่องของการเดิน

และแง่มุมหนึ่งก็บอกว่าเพราะการเจอสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์เป็นเหตุ ได้มีการตั้งสมมติฐานขึ้นมาว่าถ้ามนุษย์ต่างดาวมีจริงแล้วพวกเขาเดินทางมาโลก พวกเขาอาจจะไม่ได้มาดี นี่จึงเป็นแนวความคิดที่ว่า มนุษย์ต่างดาวก็อาจจะมีแนวความคิดเดียวกับมนุษย์ การที่ส่งยานอวกาศและนักบินไปยังดวงจันทร์ อาจจะทำให้มนุษย์ต่างดาวคิดว่าเราไปบุกรุกก็เป็นได้

โดยเรื่องทั้งหมดไม่มีการเปิดเผยใดๆจากองค์กร NASA และคาดจะปิดเป็นความลับไปจนกว่าจะสามารถหาคำตอบได้ เพื่อไม่ให้ประชากรบนโลกเกินความแตกตื่น อย่างไรนั้นก็เพื่อความปลอดภัยอีกด้วยเช่นกัน

คุณเชื่อเรื่องของมนุษย์ต่างดาวหรือไม่ว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่จริง หลายๆคนอาจจะกำลังลังเลใจอยู่ใช่ไหมว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริง ถ้าหากไม่อ้างอิงจากหลักฐานหรืออะไรทางวิทยาศาสตร์ คุณว่าอย่างไร จากความเชื่อที่ว่าจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาลมีระยะทางที่ไม่สิ้นสุดแห่งนี้ จะเชื่อหรือไม่ว่าในดาวดวงอื่นๆที่อยู่ห่างออกไปไกลแสนไกลจะมีสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับมนุษย์โลกอาศัยอยู่

ต้องบอกก่อนว่าโลกเรานั้นอย่างที่ทราบกันดีว่าเกิดมาจากทฤษฎีบิ๊กแบง ที่เกิดจากเศษซากของการระเบิด และเศษเหล่านั้นก็ถูกกระจัดกระจายออกไปทั่วจักรวาลรวมถึงโลกของเราด้วย เพราะเป็นนี้แล้วจึงมีความเป็นไปได้ใช่หรือไม่ว่า เศษซากอื่นๆที่กระจายออกไปทั่วทุกพื้นที่ของจักรวาลจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ เพราะมันมาจากการระเบิดเดียวกัน ก็น่าจะแร่ธาตุที่เหมือนกัน

และในโลกของมนุษย์เราเองนั้นก็ได้มีผู้คนออกมาอ้างว่า ได้พบกับจานบินหรือมนุษย์ต่างดาว และได้ทำการบันทึกเป็นภาพถ่ายและวิดีโอเอาไว้ หลักฐานเหล่านั้นถูกนำมาตรวจสอบในภายหลัง ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่นั้นเป็นของปลอมถูกตัดแต่งขึ้นด้วยโปรแกรม จะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นภาพจริงไม่ผ่านกันตัดต่อใด แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้อีกเช่นกันเพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าวัตถุที่อยู่ในภาพเหล่านั้นเป็นการจัดฉากขึ้นมาหรือไม่

ในเวลาต่อมาได้ผู้ที่อ้างตัวว่าเคยทำงานร่วมกับมนุษย์ต่างดาวออกมาอธิบายว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่ พร้อมกับยืนยันภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกับมนุษย์ต่างดาว ซึ่งเขาได้อธิบายเพิ่มเติมว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นได้เข้ามาอาศัยอยู่บนโลกของเราเป็นเวลานานแล้ว ประมาณ 80 ปีได้แล้ว

พวกเขาก็มีรูปร่างลักษณะเหมือนกับมนุษย์โลกทุกๆอย่าง แต่พวกเขาฉลาดมาก และสามารถสื่อสารด้วยโทรจิตได้อีกด้วย ในความเป็นจริงแล้วที่มนุษย์ต่างดาวเดินทางมายังในตอนแรกก็เพื่อศึกษาสิ่งมีชีวิตบนโลกก็เท่านั้น แต่เมื่อเห็นว่าสภาพภูมิอากาศของโลกไม่ได้มีพิษมีภัยแต่อย่างใด พวกเขาจึงได้เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และกระจัดกระจายอาศัยอยู่ในทั่วทุกมุมของโลก

ถึงอย่างไรแล้วเราก็ไม่สามารถทราบได้ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพราะขนาดองค์กร NASA ก็ไม่ได้ทำการยืนยันว่ามนุษย์ต่างดาวหรือสิ่งมีชีวิตนอกโลกมีอยู่จริงๆ แต่ถึงจะบอกว่าไม่ยืนยัน ก็ไม่ได้ปฏิเสธทฤษฎีเรื่องที่ว่าขนาดดาวโลกเรายังมีสิ่งมีชีวิต แล้วดาวดวงอื่นจะไม่มีสิ่งมีชีวิตเหรอ เชื่อเถอะมนุษย์เราเองก็จะพยายามสร้างและพัฒนาอุปกรณ์ยานพาหนะที่จะสามารถออกไปสำรวจจักรวาลได้ไกลมากขึ้น ถึงตอนนั้นเราก็คงจะทราบกันว่า ข้างนอกโลกที่แสนไกลนั้นมีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่หรือไม่