มนุษย์ค้นพบว่า โลกมีสัณฐานกลม โดยโป่งออกที่เส้นศูนย์สูตรและแบนที่ขั้วโลกมีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย 12,766 กิโลเมตร โลกไม่อยู่นิ่งแต่มีการเคลื่อนที่ใน 2 ลักษณะที่สำคัญคือ  หมุนรอบตัวเองรอบละ 1 วันและโคจรรอบดวงอาทิตย์รอบละ 1 ปี วันและปี

จึงเกิดจากการเคลื่อนที่ของโลก  ลักษณะการหมุนรอบตัวเองของโลก โลกหมุนรอบแกนสมมติที่ผ่านขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ แกนสมมตินี้จะชี้ไปยังจุดค่อนข้างจะคงที่บนฟ้า โดยในปัจจุบันแกนที่ผ่านขั้วโลกเหนือชี้ไปยังจุดซึ่งดาวเหนืออยู่ใกล้ ๆทิศทางที่โลกหมุน คือ จากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก กล่าวคือหมุนจากทางประเทศพม่ามาทางประเทศไทย การหมุนรอบตัวเองของโลก จึงทำให้เกิดทิศ

โลกหมุนจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก

เพราะฉะนั้นทิศจึงไปกับโลกตลอดเวลา การหมุนรอบตัวเองของโลกนอกจากจะทำให้เกิดทิศแล้ว ยังทำให้เกิดการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ตลอดทั้งดวงดาวทั้งหลายบนฟ้าด้วย   เมื่อโลกหมุนรอบตัวเองจะเห็นดวงดาวและดวงอาทิตย์ขึ้น-ตก เมื่อดวงอาทิตย์หรือดวงดาวกลับมาอยู่ตำแหน่งเดิม บอกให้ทราบว่าโลกได้หมุนรอบตัวเองแล้ว 1 รอบ หรือ 1 วัน

แต่ประเทศต่าง ๆ ไม่เห็นดวงดาวหรือดวงอาทิตย์พร้อมกันเพราะโลกกลม ดังนั้นการกำหนดเวลาเทียบกับดวงอาทิตย์จึงไม่ตรงกัน

โลกมีเส้นสมมติที่ใช้เปรียบเทียบเวลาระหว่างประเทศต่าง ๆ ได้ เส้นสมมติดังกล่าวเรียกว่าลองจิจูด ซึ่งเป็นเส้นตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรโลก และตัดกันที่ขั้วโลก เส้นลองจิจูดวัดเป็นมุมโดยให้ลองจิจูด 0 องศา ผ่านประเทศอังกฤษ หรือลองจิจูดของกรีนิช ประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันออกของอังกฤษอยู่บนเส้นลองจิจูดตะวันออก ตั้งแต่ 0 องศาถึง 180 องศาตะวันออก

ประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันตกของอังกฤษ อยู่บนเส้นลองจิจูด 0 องศาถึง 180 องศาตะวันตก
นั่นคือ ลองจิจูด 360 องศา จึงเท่ากับ 24 ชั่วโมง 15 องศา จึงเท่ากับ 1 ชั่วโมง หรือ 1 องศา จึงเท่ากับ 4 นาที  จากที่ศึกษาข้อมูล พบว่า  โลกหมุนรอบตัวเองมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยบริเวณเส้นศูนย์สูตร ความเร็วในการ หมุนรอบตัวเองของโลกเท่ากับ 1,700 กิโลเมตร / ชั่วโมง ส่วนบริเวณละติจูดที่ 60 องศา ความเร็วของการหมุนรอบตัวเองของโลกจะมีค่าประมาณ 850 กิโลเมตร / ชั่วโมง หรือประมาณครึ่งหนึ่งของความเร็วที่ศูนย์สูตร

แต่บริเวณขั้วโลกความเร็วในการหมุนรอบตัวเองของโลกมีค่าเป็นศูนย์
ผลจากการที่อัตราความเร็วของการหมุนรอบตัวเองของโลกต่างกัน จะมีผลตามมาที่สำคัญ คือ แรงเหวี่ยงของโลกมีผลต่อน้ำหนักของวัตถุ เพราะเป็นแรงหนีศูนย์กลาง ดังเช่น วัตถุชิ้นหนึ่งมีน้ำหนัก 250 กิโลกรัมที่ศูนย์สูตร ขณะที่โลกยังไม่มีแรงเหวี่ยง แต่ถ้าโลกมีแรงเหวี่ยงเกิดขึ้นจะทำให้น้ำหนักของวัตถุเท่ากับ 249 กิโลกรัม 

เรื่อง M60-UCD1

ในอวกาศหรือนอกโลกของเราออกไปนั้นมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมายโดยที่เราไม่รู้และไม่เคยได้ยิน     มาก่อน กาแลกซี่ ระบบสุริยะ ดาวเคราะห์ ดาวหาง หรือดวงดาวต่างๆ ที่อยู่ในอวกาศนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับโลกของเรา 

ก็มีความเกี่ยวเนื่องกับสิ่งเหล่านี้ด้วย ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ได้มีการค้นพบสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในอวกาศและหาคำตอบเพื่อมาอธิบายที่สิ่งพวกเขาค้นพบ แต่ก็มีบ้างอย่างที่แม้จะสามารถค้นพบแต่ยังไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเพราะบาง    สิ่งนั้นยังหาสิ่งที่จะมาอธิบายไม่ได้

ในจักรวาลที่แสนกว้างใหญ่นั้นมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย

โดยสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นอะไรที่เราเองเมื่อได้รับรู้ยังไม่น่าเชื่อว่าจะมีสิ่งแบบนี้อยู่จริงๆ หนึ่งในสิ่งน่าสนใจที่นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ได้ มีการค้นพบนั้นก็คือ หลุมดำ สำหรับหลุมดำที่ได้มีการค้นพบมันคือสิ่งที่สามรถดูดเอาระบบสุริยะของเรา เข้าไปได้ทั้งระบบกันเลย ในวันนี้เรามาทำความรู้จักกับหลุมดำที่มีชื่อว่า M60-UCD1 กันเลยมันคือหลุมดำมวลยวดยิ่ง ระดับซูเปอร์แมดซีด ซึ่งมันเป็นหลุมดำที่มีความหนาแน่นมากๆ

ในจุดศูนย์กลางของกาแลกซี่ที่มีชื่อว่า M60-UCD1

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้มีการขนานนามให้กับมันว่า  มอนสเตอร์แบล็ค หรืออีกชื่อหนึ่งจะเรียกว่าสัตว์ประหลาดสีดำนั้นเอง โดยมันอยู่ห่างจากโลกของเราไปถึงห้าสิบสี่ล้านปีแสง และยังมีมวลของหลุมดำมหาศาลมากซึ่งเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ ถึงยี่สิบเอ็ดล้านดวงกันเลย

และยังมากกว่าดวงอาทิตย์ในกาแลกซี่ทางช้างเผือกถึงสี่เท่า สำหรับเจ้ากาแลกซี่M60-UCD1 นี้ องค์การนาซ่าได้มีการค้นพบเมื่อไม่นานมานี้เอง เจ้ากาแลกซี่นี้เป็นกาแลกซี่แคระ  ที่มีขาดเล็กมากมันมีขนาดที่น้อยกว่ากาแลกซี่ทางช้างเผือกของเรา

ถึงห้าร้อยเท่ากันเลย ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 300 ปีแสง แต่ถึงมันจะมีขนาดที่เล็กกว่ากาแลกซี่ของเราแต่ในทางกลับกันในกาแลกซี่ นั้นมีดาวอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นมาก และนักวิทยาศาสตร์ยังได้บอกอีกว่า ถ้าหากโลกของเรามองเห็นดาวบนท้อง 4,000 ดวง

แต่ในกาแลกซี่ที่มีชื่อว่า M60-UCD1 นั้นจะมองเห็นดาว ได้มากถึง 1,000,000 ดวงเลยที่เดียว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามถึงหลุมดำ  ที่ได้มีการพบเห็นมากแค่ไหนแต่มัน ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่มีสิ่งไหนอย่างที่จะเข้าใกล้อย่างแน่นอน