ลอนดอน ประเทศอังกฤษ 19 มีนาคนปี 2002 เจ้าหน้าที่หน่วยปราบปรามอาชญากรรมไฮเทคของอังกฤษจับกุมตัวผู้ดูแลระบบชาวออังกฤษวัย34ปี แกรี่ แมคคินนอน ในข้อกล่าวหาว่า เขาแฮ็กเข้าไปในคอมพิวเตอร์ที่เป็นความลับสุดยอดของเพนตากอนและนาซ่าเป็นระยะเวลานานกว่า13เดือน แมคคินนอนตอบโต้ด้วยการออกแถลงการณ์ว่าเขากำลังค้นหาข้อมูลที่รัฐบาลซุกซ่อนเอาไว้เกี่ยวกับยูเอฟโอและพลังงานทางเลือกแต่เขากล่าวว่าสิ่งที่เขาค้นพบอย่างไม่คาดฝัน

ก็คือหลักฐานปกปิดเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าการค้นพบที่น่าทึ่งที่สุดที่แมคคินนินกล่าวว่าเขาค้นพบก็คือแฟ้มข้อมูล

ที่อ้างอิงถึงบางอย่างที่เรียกกันว่าเจ้าพนักงานนอกโลกแมนคินนอนบอกว่าเป็นที่คาดว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นไปประจำอยู่บนเรือที่มีชื่อเริ่มต้นด้วยUSS ซึ่งย่อมาจาก United States Spaceshipตามความเห็นของแมคคินนอนแล้วเขาค้นพบสิ่งที่เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างปราศจากข้องสงสัยว่ามีโครงการอวกาศของกองทัพสหรัฐอาจเป็นความลับอย่างยิ่งยวดที่ดำเนินการควบคู่ไปกับโครงการอวกาศปกติของนาซ่ากองทัพสหรัฐอาจจะมีโครงการอวกาศอันเป็นความลับ

และพวกเขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับสงครามอวกาศกับชาติอื่นๆหรือดาวอื่นก็เป็นได้ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของแคนาดา พอล เฮลล์เยอร์ เชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังปกปิดข้อมูลการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวของพวกเขาเอาไว้ พอล เฮลล์เยอร์ กล่าวว่า เขามีโอกาสรับรู้เรื่องต่างๆมากมายและบางเรื่ืองนั้นก็น่ากลัวมากสำหรับเขามันน่าตกใจมาก ยูเอฟโอมีอยู่จริง

รัฐบาลสหรัฐเคยติดต่อกับพวกเขามาก่อนด้วยในเดือนกันยายนปี2005 เฮลล์เยอร์ เป็นข่าวพาดหัวด้วยการประกาศว่า ยูเอฟโอนั้นมีอยู่จริง ต่อมาภายหลัง เขายังกล่าวด้วยว่า เผ่าพันธ์ุมนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนโลกไม่ได้มีแค่เผ่าพันธุ์เดียว แต่หลายเผ่าพันธุ์คำพูดนี้ ได้รับการยืนยันจากนักบินอวกาศ เอ็ดการ์ มิทเชลล์ มนุษย์คนที่6ที่ได้เดินทางไปบนดวงจันทร์เมื่อนักบินอวกาศ

  เอ็ดการ์ มิทเชลล์ มาเยือนโตรอนโตไม่นานหลังจากที่เฮลล์เยอร์ เป็นข่าว เฮลล์เยอร์ ได้เชิญเขามาทานอาหารเย็นและสิ่งที่เขาถามเฮลล์เยอร์ ก็คือคุณคิดว่าพวกเขามีอยู่กี่เผ่าพันธุ์เฮลล์เยอร์ ตอบไปว่า ระหว่าง2ถึง12เขาตอบกลับมาว่าใช่เฮลล์เยอร์ ตอบไปว่า เขาก็คิดแบบนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นหลายปีระหว่างนั้นคือจำนวนของพวกเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกับี่บนโลกมีเผ่าพันธุ์ที่หลากหลายข้างนอกนั่นก็มีด้วยเหมือนกัน เหมือนกับเรามีคนวงในบอกว่าเรมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับมนุษย์ต่างดาวและอารยธรรมนอกโลกต่างๆมากมายตัวอย่างเช่น มนุษย์ต่างดาวสีเทาที่มีอยู่ด้วยกัน2-3เผ่าพันธุ์เรารู้ว่ามีเผ่าพันธุ์ตั๊กแตนแล้วก็สัตว์เลี้อยคลานหลากหลายชนิดทีเดียว

ถ้าหากพูดเรื่องหลุมดำในจักรวาลแล้วคาดว่าหลายๆคนส่วนใหญ่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง และส่วนน้อยที่คิดว่าไม่มีอยู่จริง นั้นเป็นเพราะว่าเราไม่เคยเห็นมันเลย แต่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้กล่าวว่าไว้เมื่อ 100 ปีก่อนถึงการมีอยู่ของหลุมดำ

ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ถูกสร้างขึ้นแม้ว่าจะไม่มีใครเคยเห็น ไม่มีรูปถ่ายมาเป็นสิ่งยืนยัน แต่ในแวดวงการวิทยาศาสตร์และกลุ่มนักนักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อว่ามันมีอยู่จริง ถึงแม้ยังไม่เห็นก็ตาม และไม่นานมานี้นักดาราศาสตร์ต่างประเทศกลุ่มหนึ่งทำให้เรื่องของหลุมดำพิสูจน์ได้และยืนยันการมีอยู่จริงของหลุมดำ โดยสามารถบันทึกภาพของหลุมดำที่อยู่ห่างจากโลก 55 ล้านปีแสงเอาไว้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่พวกเราจะได้เห็นหลุมดำจริงๆ

เป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าทฤษฎีหลุมดำของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นเริ่มใกล้ความจริงเข้ามาเรื่อยๆ หลายคนอาจจะกำลังสงสัยใช่หรือไม่ว่า หลุมดำมีความวิเศษหรือมีความสำคัญอย่างไร ซึ่งในการสันนิฐานที่เกี่ยวกับหลุมดำนี้ยังไม่มีการยืนยันออกมาอย่างแน่ชัด

แต่ก็หลายเสียงนั้นบอกว่า ถ้าหากเรานั้นหลุดเข้าไปในหลุม เราจะไม่สามารถออกมาได้อีกเลยไม่ว่าจะต้นทางหรือปลายทางก็ตาม ถ้าหากเราจะต้องการออกจากหลุม เราจะต้องเดินทางให้เร็วเท่าความเร็วแสงหรือมากกว่าแสง แน่นอนว่ามันเป็นไปได้ยาก แล้วถ้าเราออกมาจากหลุมดำได้มันเป็นอย่างไรต่อไป ต้องขอบอกว่าไม่มีการยืนยันอีกเช่นเคย

เพราะว่าไม่เคยมีมนุษย์คนไหนเดินทางเข้าไปในหลุมดำได้เลย แต่จากทฤษฎีอควอตัมของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้น หลุมนั้นมันมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของมิติและเวลา เชื่อกันว่าหลุมดำนั้นอาจจะเป็นทางออกของจักรวาลนี้ที่โลกกำลังอาศัยอยู่

ถ้าหากเราหลุดออกไปจากหลุมดำอีกฝั่งหนึ่งได้ ก็จะพอเจอกับมิติใหม่หรือจักรวาลใหม่นั้นเอง หรืออีกแนวคิดที่เกี่ยวโยงกับเรื่องเวลา เชื่อมกับทฤษฎีสัมพัทธภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์อีกเช่นเคย ซึ่งทฤษฎีนี้จะพูดถึงเรื่องของมิติเวลา ที่พูดถึงหลุมดำว่า เราจะสามารถเดินทางข้ามเวลาได้

แต่จะเป็นเวลาในอนาคตหรืออดีตนั้นก็ไม่อาจจะทราบได้ มันจะพาเราไปยังเวลาไหนเวลาหนึ่ง แต่เราจะไม่สามารถเดินทางกลับไปยังปัจจุบันได้ อย่างไรแล้วเรื่องทั้งหมดนี้ยังถือว่าเป็นทฤษฎีอยู่เพราะว่าอย่างที่ได้กล่าวไป ทฤษฎีเป็นเพียงการตั้งสมมติฐานเท่านั้น

และยังไม่มีการทดลองเพื่อค้นหาคำตอบได้จริง แต่อย่างน้อยวิทยาศาสตร์ก็ทำให้มนุษย์โลกของเรานั้นเชื่อแล้วว่าหลุมดำมีอยู่จริงแน่นอนจากการที่มีภาพถ่ายมายืนยัน และในอนาคตเองถ้าหากว่าเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์บนโลกเราพัฒนามากยิ่งขึ้น เราอาจจะได้คำตอบก็ได้ว่าหลุมดำมีความสำคัญและทำอะไรได้บ้าง

พูดถึงสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกโลกแล้วมันก็คงนึกถึงอะไรไม่ได้นอกจาก มนุษย์ต่างดาว เรื่องของมนุษย์ต่างถูกเล่าขานมาเป็นเวลานานมากแล้ว

แต่เพราะว่าในอดีตกาลนั้นจะทำให้เรื่องของมนุษย์ดูน่าเชื่อนั้นเป็นเรื่องที่ยาก เพราะไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีตัวตนอยู่จริง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเองจะมีหลักฐานเป็นรูปภาพก็ตาม ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่กลุ่มคนบางกลุ่มก็ไม่เชื่อเหมือนอย่างเคย นั้นเป็นเพราะว่าเทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น

อย่างการถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอ ก็สามารถตัดต่อโดยใช้โปรแกรม หรือถ้าหากว่ารูปภาพไหนคลิปวิดีโอไหนถูกตรวจสอบว่าเป็นของจริงไม่ได้ผ่านการตัดต่อ ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่อยู่ภาพนั้นเป็นเรื่องจริง เพราะอาจจะเป็นการจัดฉากขึ้นมาก็เป็นไปได้ แต่ในเวลาต่อได้มีการเปิดเผยข้อมูลบาง นั้นก็คือ การค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ จากที่องค์กร NASA นำยานอะพอลโล่11 พร้อม 3 นักบินขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์

หนึ่งในสามนักบินอวกาศนั้นก็คือ นีล อามสตรอง ได้บันทึกภาพของสิ่งประหลาดได้ ซึ่งเป็นคลิปภาพวิดีโอที่ในนั้นแสดงถึงวัตถุแปลกประหลาด ที่มีแสงสว่างเป็นดวงกลมกำลังเคลื่อนที่อยู่แถวๆดวงจันทร์ก่อนเดินทางหายไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งนีล อามสตรองเอง

ณ ตอนนั้นเขาได้บอกว่าไม่ได้บอกใครรวมทั้งเพื่อนนักบินที่เดินทางร่วมกันอีก 2 คน เพราะกลัวว่าจะเกิดความแตกตื่นและทำภารกิจไม่สำเร็จ ต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าข้อมูลเหล่านี้ทางองค์กร NASA ไม่ได้เป็นผู้เปิดเผยข้อมูลและส่งต่อให้ใครเปิดเผย แต่เป็นนีล อามสตรองเองที่ได้กล่าวให้ฟัง เมื่อพวกเขานำยานอวกาศอะพอลโล่11 ลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ

โดยการสำรวจครั้งนี้มีสิ่งที่พวกเขาค้นพบ เป็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะมีอยู่บนดวงจันทร์ได้ อย่างเช่น สะพานอะไรบางอย่าง หรือแม้กระทั้งเสาอากาศรูปทรงเหมือนจานดาวเทียมที่ติดอยู่ตามบ้านของทุกคน แน่นอนว่ามันแปลกเป็นอย่างที่จะพบสิ่งเหล่านี้ที่เหมือนกับโลกอยู่บนดวงจันทร์ได้ และหลักฐานเป็นภาพฐานที่เก็บมาได้

แต่สุดท้ายแล้วเราก็ไม่อาจจะทราบได้ว่าสิ่งพวกนี้ไม่คืออะไรกันแน่นอน หลังจากอะพอลโล่11แล้วยังมี 15 และ 20 ออกเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์และได้พบกับสิ่งประหลาดเช่นเดียวกัน ซึ่งหลังจากนั้นมาองค์กร NASA ก็ไม่ได้ส่งยานลำไหนออกไปสำรวจดวงจันทร์อีกเลย มีการสันนิฐานว่าเพราะต้องใช้งบประมาณเยอะ และส่งผลเสียต่อสุขภาพของนักบินอวกาศที่เมื่อกลับมาโลกแล้วจะมีปัญหาในเรื่องของการเดิน

และแง่มุมหนึ่งก็บอกว่าเพราะการเจอสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์เป็นเหตุ ได้มีการตั้งสมมติฐานขึ้นมาว่าถ้ามนุษย์ต่างดาวมีจริงแล้วพวกเขาเดินทางมาโลก พวกเขาอาจจะไม่ได้มาดี นี่จึงเป็นแนวความคิดที่ว่า มนุษย์ต่างดาวก็อาจจะมีแนวความคิดเดียวกับมนุษย์ การที่ส่งยานอวกาศและนักบินไปยังดวงจันทร์ อาจจะทำให้มนุษย์ต่างดาวคิดว่าเราไปบุกรุกก็เป็นได้

โดยเรื่องทั้งหมดไม่มีการเปิดเผยใดๆจากองค์กร NASA และคาดจะปิดเป็นความลับไปจนกว่าจะสามารถหาคำตอบได้ เพื่อไม่ให้ประชากรบนโลกเกินความแตกตื่น อย่างไรนั้นก็เพื่อความปลอดภัยอีกด้วยเช่นกัน