เราต่างมักจะเรียกสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกโลกว่า “มนุษย์ต่างดาว” ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่หลายๆคนนั้นยังไม่เคยเห็นว่ามันมีจริงอยู่หรือไม่ ในส่วนของผู้ที่ได้เห็นนั้นก็น้อยมากหากเทียบกับจำนวนมนุษย์โลกทั้งหมด เรื่องของมนุษย์ต่างดาวเดิมทีนั้นเป็นเรื่องที่เล่ากันมาแต่นานแล้ว

หากแต่มันก็ยังเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจนเกินไป เพราะไม่มีสิ่งที่เป็นหลักฐานเพื่อนำมาพิสูจน์ได้ว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่จริง และในเวลาต่อมานั้นเองก็ได้มีผู้พบเห็นยานพาหนะที่บินอยู่เหนือน่านฟ้าของโลก ได้มีผู้ที่สามารถบันทึกภาพเอาไว้ ทั้งเป็นภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ หลักฐานเหล่านี้ถูกส่งไปตรวจเพื่อทำการพิสูจน์ว่าเป็นของจริงหรือของปลอม

ปรากฏว่าหลักฐานทั้งหมดนั้นมีทั้งของจริงและของปลอมที่ถูกตัดแต่งภาพโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในส่วนของหลักฐานของจริงนั้น ถึงแม้ว่าการตรวจสอบจะบอกว่าไม่ได้ผ่านการตัดแต่ง แต่ก็สามารถจัดฉากขณะถ่ายขึ้นมาได้ แต่มีอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าเป็นของจริงอย่างแน่นอน นั้นก็คือ การค้นพบร่างของผู้หญิงอยู่บนดวงจันทร์

โดยยานบินอวกาศอะพอลโล่20 ที่เป็นความร่วมมือของสหรัฐอเมริกากับรัสเซียที่จะสร้างและส่งมนุษย์ไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง แต่ในครั้งนี้นอกจากจะต้องไปตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายแล้ว กลับพบเจอสิ่งแปลกปลอมที่อยู่บนดวงจันทร์ เป็นหญิงสาวที่คาดว่าจะเสียชีวิตแล้ว

ภายนอกของหญิงสาวผู้นี้นั้นมีลักษณะที่คล้ายกับมนุษย์ทุกอย่าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างออกไป คือเธอมี 3 ดวง ที่มีอีกดวงดวงอยู่บนหน้าผากระหว่างคิ้ว ไม่เพียงแค่ทำการถ่ายคลิปสิ่งมีชีวิตนี้ไว้เท่านั้น แต่ยังนำขึ้นยานอวกาศเพื่อเอากลับมายังโลกอีกด้วย

และในเวลาต่อมาคลิปนี้ก็ถูกลบหายไป คลิปเหล่านี้มีผู้ปล่อยออกมาแต่ไม่ใช่องค์กร NASA ของสหรัฐอเมริกา เพราะประชาชนมีความเชื่อว่าอเมริกานั้นมีความลับปิดบังในเรื่องมนุษย์ดาว ยานบินอวกาศอะพอลโล่20 ถือว่าเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายในการไปสำรวจดวงจันทร์ เพราะหลังจากนั้นก็ไม่มีการไปสำรวจดวงจันทร์อีกเลย โดยมีผู้วิเคราะห์ว่า ต้องใช้งบประมาณสูง

และปัญหาสุขภาพของนักบินเมื่อกลับมายังโลกจะมีปัญหาในเรื่องของการเดิน แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เชื่อกับเหตุผลเหล่านั้น นั้นเป็นเพราะว่ามีเรื่องของมนุษย์ต่างดาวที่ถูกค้นพบเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ถึงแม้ว่าจะมีสาเหตุอะไรก็ตามแต่ก็มีข้อสันนิฐานออกว่า ถ้าบนดวงจันทร์มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ การเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ของมนุษย์นั้นจะเท่ากับว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่ ซึ่งมันอาจจะเป็นปัญหาต่อโลกภายหลังก็เป็นไปได้

 

 

สนับสนุนโดย  ae sexy

ก่อนจะเล่าว่ายุคน้ำแข็งน้อยนั้นคืออะไร ต้องบอกก่อนว่าที่มาที่ทำให้เกิดยุคน้ำแข็งนั้นคืออะไร ตามทฤษฎีแล้วการเกิด ยุคน้ำแข็งน้อย ยุคน้ำเล็ก ยุคน้ำแข็งขนาดเล็กจิ๋ว ซึ่งถูกเรียกได้หลากหลายแบบแต่ทุกชื่อเรียกนั้นมีความหมายไปในทิศทางเดียว

นั้นมีสาเหตุมาจากดวงอาทิตย์ ทุกคนคงจะทราบกันว่าพระอาทิตย์นั้นมีความร้อนเป็นอย่างมาก และเพิ่มมากขึ้นทุกวันด้วยสภาพอากาศที่เรากำลังสัมพันธ์กันอยู่ในทุกวันนี้ แต่การเกิดยุคน้ำแข็งน้อยนั้นเกิดขึ้นเพราะดวงอาทิตย์จะดับชั่วคราว พออธิบายมาถึงประโยคนี้หลายคนคงอาจจะกำลังสงสัยอยู่ใช่ไหมล่ะว่า ดวงอาทิตย์ดับ คืออะไร?

จะไม่ให้ความร้อนหรือ จะไม่มีแสงหรือ หรือว่าโลกจะมืด อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจเสียก่อนว่าประกฎการณ์ดวงอาทิตย์ดับนั้น ไม่หมายถึงการที่มันไม่ให้แสงสว่างหรือไม่ให้ความร้อน แต่หมายถึงการที่ดวงอาทิตย์นั้นจะมีพลังงานความน้อยลง ซึ่งจะยังคงให้ความร้อนแต่น้อย และยังคงส่องแสงสว่างให้กับโลกอย่างเช่นเคย และเราก็อาจจะสามารถมองพระอาทิตย์ด้วยตาเปล่า

โดยที่ไม่ต้องลี่ตามองเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะการเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ดับนี้จะส่งผลให้เกิดยุคน้ำแข็งน้อยเกิดขึ้น นั้นหมายถึงโลกจะเย็นขึ้น ถือว่าเป็นสิ่งที่หลายๆคนคงจะชอบกันเลยสิท่าถ้าหากโลกเรามีอุณหภูมิที่เย็นขึ้น

ซึ่งทาง NASA ได้ออกมาเปิดเผยว่า ในตอนนี้ดวงอาทิตย์เริ่มที่เข้าสู่ช่วงการพลังงานความร้อนต่ำในรอบ 200 ปี และจะทำให้บางพื้นที่นั้นมีอุณหภูมิลดลงจนติด -50 องศาเซลเซียสเลยก็เป็นไปได้ โดยมีการคาดการณ์ว่าตอนนี้พระอาทิตย์ได้เริ่มลดพลังงานความร้อนลงเรื่อยๆ และปรากฏการณ์นี้จะมีระยะเวลายาวนานมากถึง 30 ปี หรือไปจนถึงปีค.ศ.2053

ก็อาจจะเป็นไปได้ หากเป็นเช่นนั้นจริงๆไม่ว่าประเทศไหนก็จะได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์นี้ทั้งหมด หลายๆพื้นที่บนโลกจะมีความเย็นมากขึ้น พื้นที่ที่มีความเย็นอยู่แล้วก็อาจจะหนาวมากขึ้น ถึงแม้จะมีแสงอาทิตย์ให้ความสว่างอยู่เช่นเคย แต่ความร้อนจะลดน้อยลง ฤดูกาลอย่างฤดูร้อนและฤดูฝนที่เป็นฤดูกาลสากลก็จะมีระยะเวลาสั้นน้อยลง

สภาพอากาศก็จะกลายเป็นแห้งชื้น หากบอกว่าต่อให้เข้าสู่ยุคน้ำแข็งความร้อนก็มาหาย เพราะโลกร้อนส่วนหนึ่งมาจากการกระทำมนุษย์ ซึ่งได้มีการถกเถียงกันอยู่มากด้วยทฤษฎีต่างๆมากมาย ที่ว่ามันจะสามารถนำมาหักล้างกันได้ แต่ก็จะตามมาด้วยผลกระทบต่างๆทางธรรมชาติอย่างแน่นอน ซึ่งปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ดับนี้จะทำให้เกิดยุคน้ำแข็งน้อยจริงหรือไม่นั้นต้องคอยติดตามกันต่อไป

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ดู E-SPORT

เราอาจจะเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าดวงจันทร์ให้ความสำคัญอะไรกับโลกเรา ถ้าหากนำไปเปรียบเทียบกับดวงอาทิตย์แล้ว แน่นอนว่าดวงอาทิตย์ก็คงจะต้องมีประโยชน์มากกว่าอยู่แล้ว

ซึ่งหลายคนอาจจะทราบแค่ว่า ดวงจันทร์มีผลกระทบต่อเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงก็เพียงเท่านั้นสินะ ถึงแม้ว่าดวงจันทร์จะไม่มีแสงสว่างเป็นขอตัวเองอย่างดวงอาทิตย์ และที่เห็นว่ามันสว่างในกลางคืน

ก็เพราะมันได้รับอิทธิพลมาจากแสงของดวงอาทิตย์นั้นเอง แต่ก็ใช้ว่ามันไม่มีประโยชน์นะ ถ้าหากโลกเราไม่มีดวงจันทร์ ก็จะมีผลกระทบที่ตามมาได้เช่นเดียวกัน ถ้าหากคุณลองไปอยู่ในมืดสนิทไม่แม้แต่ไฟฟ้า คุณจะเห็นได้ว่าแสงจากดวงจันทร์ยังสว่างพอจะทำให้คุณเห็นทาง และเกิดเงา

ถึงแม้แสงนั้นจะไม่ได้สว่างเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ก็ตาม ซึ่งถ้าหากไม่มีดวงจันทร์ในเวลากลางคืนจะทำให้โลกฝั่งกลางคืนนั้นมืดมาก มืดจนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย ถ้าหากเราไม่มีไฟฉายหรือไฟฟ้าที่มนุษย์เราสร้างขึ้น

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่าถ้าหากไม่มีดวงจันทร์จะสงผลกระทบในเรื่องของน้ำขึ้นน้ำลง ใช่ และจะส่งต่อสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำด้วย ซึ่งสัตว์น้ำบางชนิดมีวิถีชีวิตในตอนกลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน หากไม่มีดวงจันทร์ก็จะไม่เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง

รวมไปถึงสัตว์ก็สามารถสูญพันธุ์ได้ หรือ ถ้าหากไม่สูญพันธุ์ สัตว์น้ำเหล่านั้นจะมีการขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้นในแบบที่ว่ามากกว่าปกติ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนระบบนิเวศใหม่ และทำให้มีปัญหาในเรื่องของห่วงโซ่อาหารอีกด้วย ทั้งนี้ไม่ใช่แค่สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำเท่านั้นที่จะสูญพันธุ์

แต่ยังรวมไปถึงสัตว์มีชีวิตอาศัยอยู่บนบกเช่นกัน เพราะสัตว์บางประเภทต้องล่าเหยื่อหรือหากินในช่วงเวลากลางคืน ถ้าหากไร้แสงจากดวงจันทร์ สัตว์เหล่านี้จะมองไม่เห็นและถึงคราวสูญพันธุ์ไปในที่สุด ซึ่งสัตว์ที่จะสามารถอยู่ร้อนได้ถ้าหากโลกไร้ดวงจันทร์จะเป็นสัตว์จำพวกที่หากินและล่าเหยื่อด้วยความอื่นๆอย่าง

การได้ยินเสียง การได้กลิ่น การสัมผัส เป็นต้น และในทางของการเปลี่ยนแปลงของโลกนั้นมีอย่างแน่นอน ถ้าหากโลกไม่มีดวงจันทร์เป็นบริวาล จะส่งผลทำให้โลกจากเดิมที่มีการหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วคงที่ จะเปลี่ยนไปทำให้โลกเรานั้นหมุนรอบตัวเองอย่างเร็วขึ้น

มีแรงหวี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น ไม่มีแรงดึงดู ซึ่งอาจจะทำให้โลกเรานั้นสามารถหลุดออกไปจากระบบสุริยะจักรวาลเลยก็เป็นได้ และอีกหนึ่งสำคัญก็คือเรื่องของเวลา โดยปกติแล้ว 1 วัน จะเท่ากับ 24 ชั่วโมง แต่เมื่อไร้ดวงจันทร์ เวลา 1 วันบนโลกจะลดน้อยลงเหลือเพียง 6-12 ชั่วโมงเท่านั้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ดูบอล