ศิลปะการ ระบำ รำ ฟ้อน ของไทย 4 ภาค

การฟ้อนรำถือเป็นศิลปะการแสดงที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน

ในสมัยอดีตการฟ้อนรำเกิดจากการที่คนในอดีตฟ้อนรำเพื่อเป็นการถวายแด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถืออยู่ หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการบูชายันต์นั่นเอง เนื่องจากในสมัยผู้คนยังนับถือผี หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เหนือธรรมชาติ เพื่อเป็นการตอบแทนกับที่สิ่งศักดิ์ประทานความสุขความร่มเย็นมาให้

จึงได้มีการฟ้อนรำขึ้น เพื่อเป็นการบูชายันต์สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น และในต่อมาจึงได้เกิดการพัฒนาเป็นการแสดงเพื่อความสนุกสนานตามงานรื่นเริงต่างๆ ศิลปะการแสดงของไทยนั้นสามารถแบ่งออกได้ดังนี้คือ ระบำ รำ และฟ้อน ซึ่งลักษณะการแสดงของแต่ล่ะอย่างก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ล่ะภูมิภาคและสภาพการเป็นอยู่ของแต่ล่ะที่นั้นๆ

ประเทศไทยมีศิลปะการแสดงที่แตกต่างกันในแต่ล่ะภาค ทั้งเหนือ กลาง อีสาน และใต้ แต่ะล่ะภาคก็จะมีการแสดงที่แตกต่างกันและมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง

ลักษณะการแสดงของภาคเหนือ

 นอกจากศิลปะการแสดงที่แตกต่างกันแล้ว เครื่องแต่งก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่บกบอกถึงความเป็นอัตลักษณ์ของภาคนั้นๆได้เป็นอย่างดี ในทางภาคเหนือนั้นเนื่องจากที่มีลักษณะเป็นภูเขาสูงและมีอากาศที่เรียกได้ว่าหนาวเย็นพอสมควร ดังนั้นการแต่งจึงมีลักษณะที่นุ่งซิ่นและมีเสื้อแขนยาวเพื่อป้องกันความหนาว และลักษณะการร่ายรำก็จะมีจังหวะที่ช้า และนุ่มนวลไม่รวดเร็ว มีการแสดงที่ได้ความนิยมอย่างเช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนจ้อง ฟ้อนดาบ และฟ้อนสาวไหมเป็นต้น

ลักษณะการแสดงของภาคกกลาง 

 ในทางภาคกลางนั้นก็สามารถแบ่งออกเป็นการแสดงได้หลายแขนง มีทั้งการแสดงแบบชาวบ้านและแบบในพระราชวัง ในสมัยอดีตตอนที่คนแต่ก่อนยังทำนาทำไร่การไปช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าว เมื่ออยู่รวมกันเป็นหมู่คณะก็เกิดการล่ะเล่นระหว่างการทำไร่ทำนา อีกทั้งก็เกิดจากการที่หนุ่มสาวชาวบ้านพายเรือร้องเพลงจีบกัน

จนกลายเป็นศิลปะการแสดงที่มีชื่อเสียงหลายอย่าง ทั้งฟ้อนกำรำเคียว ระบำกลองยาว รำโทน รำเถิดเทิงและอื่นๆ จนเมื่อได้รับความนิยมขึ้นทางราชสำนักก็ได้เกิดที่จะอยากเอารำพื้นบ้านเหล่านี้มาพัฒนาขึ้นในเป็นรูปแบบมากขึ้น จนเกิดเป็นรำวงมารตราฐาน และการแสดงของทางราชสำนักก็มีหลากหลาย ทั้งละครใน ละครนอก โขน และรำต่างๆตามเรื่องราวในวรรณคดีและที่ถูกประพันธ์ขึ้น 

ลักษณะการแสดงของภาคอีสาน

 ภาคอีสานแบ่งศิลปะการแสดงเป็นการฟ้อน และเซิ้ง ซึ่งการฟ้อนก็จะเกิดจากอีสานทางเหนือซะเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีลักษณะภาคภูมอประเทศที่มีความคล้ายคลึงกับภาคเหนือ แต่ทางอีสานใต้ที่มีลักษณะพื้นที่ที่ค่อนเป็นพื้นแห้งแล้งกาเซิ้งจึงเป็นที่นิยมอย่างมากในเขตอีสานใต้ การแสดงก็จึงค่อนข้างมีลักษณะที่แตกต่างกัน

แต่ก็ยังคงความเป็นอีสานเอาไว้ทั้งสองแบบ การแสดงที่เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักพอสมควรนั้นก็คือ โปงลาง การแสดงของวงโปงลางนั้นเสมือนเป็นเป็นการรวบรวมความทั้งอีสานเหนือและใต้เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว การแสดงของทางอีสานนั้นจะมีละษณะที่มีความสนุกสาน เพลงที่เล่นจะเป็นเพลงที่ค่อนข้างมีจังหวะเร็ว อย่างเช่น เซิ้งแหย่ไข่มดแดง เซิ้งกะโป๋  เซิ้งตังหวาย เซิ้งไทพวนเป็นต้น

ลักษณะแสดงของภาคใต้

 เนื่องเป็นภูมิประเทศที่ติดทะเล และส่วนใหญ่มักได้รับวัฒนธรรมการแต่งกายและการแสดงมาจากทางพวหหมู่เกาะต่างในมาเลเซีย ลักษณะดนตรีและการแสดงของทางภาคใต้จึงมีความผสมผสานระหว่างศิลปะการแสดงแบบไทยและศิลปะการแสดงที่ได้รับอิทธิพลมาได้อย่างลงตัว

แต่ก็มีการแสดงที่เรียกได้ว่าเป็นการแสดงที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในทางภาคใต้นั่ก็คือ “การรำมโนราห์” ถือเป็นศิลปะการแแสดงชั้นสูงของทางภาคใต้ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน