เทคโนโลยีที่นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถบอกได้

ของโบราณเก่าแก่ที่ได้ถูกค้นพบนั้นทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างก็พากันอึ่งตะลึ่งกันเป็นแถวว่าในสมัยยุคก่อนนั้นมันมีเทคโนโลยีแบบน้แล้วหรอแล้วของที่ใช้นั้นมันสามารถบอกอะไรได้บางซึ่งเราเองก็ยังไม่เคยเห็นอะไรแปลกจากที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบกันใช่ไหมเรามาดูกันเลยว่าสิ่งของที่นักวิทยาศาสตร์นั้นพบเป็นของอะไรและมันถูกใช้งานอย่างไร

ปฏิทินของอดัม

ปกติแล้วเราจะรู้วันรู้เดือนถึงแม้จะไม่มีนาฬิกาแต่จะสังเกตการขึ้นลงของพระอาทิศแต่ถ้าว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ว่าในยุคไหนแค่การขึ้นลงธรรมดามันยังไม่ละเอียดพอการสังเกตทิศทางของแสงแรงเงาของพระอาทิตย์ในแต่ละนาทีแต่ละวันแต่ละฤดูก็คงจะบอกได้ละเอียดกว่าแต่นั้นก็ทำให้เกิดเป็นปฏิทินหินของอดัม  ปฏิทินอดัมมีลักษณะคล้ายๆกับเขาตั้งของประเทศอังกฤษ

ตรงที่เป็นหินเรียงในทุ่งกว้างและมีความเก่าแก่กว่าคริสตกาลปฏิทินของอดัมคาดว่าหน้าจะมีอายุกว่า7,5000ปีซึ่งมันมีความแก่ที่ทำให้เราคิดว่าในยุคนั้นมีเทคโนโลยีหรือมีของวิเศาอะไรกันแน่ที่เอาไว้ใช้ในยุคหินกันนอกจากนั้นก็ยังมีสิ่งที่แปลกไปกว่านั้นก็คือจะเห็นได้ว่ามีการจัดเรียงหินที่ในปัจจุบันนั้นก็ยังคงความสมบูรณ์เอาไว้พอที่จะบอกเวลาได้ถึงแม้ว่าจะมีการผุก่อนไปตามการเวลาไปแล้วก็ตามซึ่งมันได้สร้างความตื่นตาให้กับผู้เชี่ยวชาญเอาอย่างมากๆว่าหินที่ได้เรียงกันเอาไว้มันทำได้อย่างไร

หินซันสโตน

นับได้ว่าเป็นตำนานที่มีความยาวนานเพราะด้วยความหายากแล้วแต่ในเวลาต่อมาก้ได้มีการค้นพบหินซันสโตนซึ่งโดยเชื่อกันแล้วมันเป็นหินวิเศษที่มีความลึกลับที่ชาวไวกิงได้ใช้เป็นเข็มทิศเอาไวเป็นการนำทางในการเดินเรือซึ่งมันสามารถนำทางได้ทุกสภาพอากาศไม่ว่าพายุจะเข้าหรือว่าท้องฟ้านั้นจะมืดแค่ไหนก็ตามนอกจากนี้มันยังสามารถบอกได้อีกว่าพระอาทิตย์นั้น

มันอยู่ในตำแหน่งใดหาแสงที่มันสะท้อนกับหินจะการที่มันกระทบและทำการแทกส่องกับรังสียูวีแต่เดี๋ยวก่อนในยุคสมัยนั้นเขามีเทคโนโลยีแบบนี้กันแล้วหรอซึ่งมันก็ยังเป็นไปได้ยากมากถึงแม้ว่าจะทำให้นักวิทยาศาสตร์อึ่งทึ่งกับความสามารถของมันแบบนี้แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ว่ามันทำได้อย่างไรก็ชั่งเถอะแต่ที่แน่ๆนั้นเจ้าหินก้อนานี้มันสามารถบอกทิศทางได้อย่างแม่นยำ

อย่างกับว่าตามองเห็นและทำให้ชาวไวกิงนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญในส่วนของด้านการเดินเรือ แต่ใช่ว่าจะใช้ได้เลยว่ากันว่าคนที่ได้ครอบครองมักจะเป็นระดับของผู้นำเรือเท่านั้น