ภัยธรรมชาตินั้นเรไม่สามารถที่จะคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ที่ใด เวลาใด

เพราะเป็นที่เหนือการควบคุมของมนุษย์เราทำได้เพียงแค่เฝ้าระวัง และเตรียมกับภัยภิบัติอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเราที่ไม่มีกำลังมากพอที่จะหยุดยั้งภัยที่เกิดจากได้ธรรมได้ เราจึงจำเป็นศึกษาและตื่นตัวและตระหนักถึงภัยเหล่านี้อยู่เสมอ ภัยที่เกิดจากธรรมชาติก็ได้แก่ น้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว ฟ้าผ่า ไฟไหม้ ดินโคลนถล่ม และสึนามิ เป็นต้น

เรารู้ทุกคนในประเทศไทยได้รู้จักสึนามิภัยที่เกิดจากคลื่นยักษ์ในทะเลเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม เมื่อปี พ.ศ. 2547 เป็นครั้งแรกที่เกิดภัยภิบัติทางทะเลที่ใหญ่มากสำหรับคนไทย เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับทุกคนว่าคลื่นยักษ์เหล่านี้มาจากไหนและเกิดขึ้นได้อย่างไรสึนามินั้นเป็นภาษญี่ปุ่นที่นำเอาคำว่าสึที่แปลว่า ท่าเรือ และนะมิที่แปลว่าคลื่น เอาสองคำนี้มารวมกัน

ถูกบัญญัติขึ้นโดยชาวประมงของญี่ปุ่น ผู้ที่ซึ่งกำลังแล่นเรือกลับเข้ามาที่ท่าเรือ และพบว่าสิ่งต่างๆที่เคยอยู่ที่ท่าเรือได้ถูกทำลายและพังพินาศไปจนหมดสิ้น เนื่องจากตอนที่เขาเดินเรืออยู่กลางทะเลนั้นจะไม่สามารถรู้ได้ถึงความผิดปกติ

แต่ว่าสึนามินั้นจะส่งผลก็ต่อมันอยู่ใกล้ชายฝั่ง จึงเป็นคลื่นที่ส่งกระทบต่อผู้คนที่อยู่ชายฝั่งหรือท่าเรือ จึงเป็นได้นำเอาลักษณะและการเกิดความเสียหายมาตั้งเป็นชื่อ 

สึนามินั้นมีสาเหตุการเกิดอยู่ด้วยหลายอย่าง เช่น แผ่นดินไหวใต้ทะเล ภูเขาไฟใต้ทะเลระเบิด หรืออาจจะเป็นอุกกาบาตที่ตกลงสู่ทะเล

สาเหตุเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุที่ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิได้

คลื่นสึนามินั้นเป็นคลื่นที่ไม่มีเหมือนกับคลื่นทะเลโดยทั่วไป เพราะเป็นคลื่นที่มีความยาวคลื่นมากกว่าคลื่นปกติ แทนที่จะเป็นคลื่นหัวแตกแต่ว่าสึนามินั้นจะค่อยเพิ่มระดับความสูงของคลื่นมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคลื่นยักษ์อย่างที่เรารู้จักกัน แม้ว่าพลังการทำลายของมันจะจำกัดพื้นที่อยู่แค่ชายฝั่งแต่ว่าก็สามารถทำลายล้างได้เป็นบริเวณกว้างทั้งแอ่งของมหาสมุทรได้ 

สึนามิครั้งที่เรียกได้ว่าเป็นภัยธรรมชาติครั้งที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในโลกเกิดขึ้นเมื่อปี 2004 ในมหาสมุทรอินเดีย โดยมีการจารึกเอาไว้ว่าเป็นภัยธรรมชาติที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดถึง 230,0000 คนและพื้นที่การเสียหายครอบคลุมถึง 14 ประเทศที่ติดกับมหาสมุทรอินเดีย

โดยหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบด้วยก็คือ ประเทศไทย ในปี .. 2547 หรือปีค.. 2004 เวลาประมาน 07.58 นาฬิกาตามเวลาในประเทศไทย ได้เกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลขึ้นโดยศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลอยู่ที่กลางมหาสมุทรอินเดียลึกลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ใกล้ด้านตะวันตกของเหนือของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวส่งผลมายังภาคใต้ของประเทศไทย

ซึ่งคาดการณ์ว่าเกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลกใต้มหาสมุทรอินเดีย และได้กระตุ้นทำให้เกิดคลื่นยักษ์ที่สูงราวๆ 30 เมตร พัดเข้าท่วมชายฝั่งและบ้านเรือนของผู้อาศัยตามแนวชายฝั่ง โดยประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศศรีลังกา ประเทศอินเดียและประเทศไทยไล่ลงมาตามลำดับ ความรุนแรงของแผ่นดินไหวอยู่ที่ แมกนิจูด 9.1 ถึง 9.3 ตามมาตราโมเมนต์ และส่งผลให้แผ่นดินไหวในครั้งนี้ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกจากที่เคยวัดได้

และเป็นแผ่นดินไหวที่มีคาบเวลาการไหวยาวนานมากที่สุด อยุ่ที่ประมาณ 8.30 ถึง 10 นาที ซึ่งทำให้แผ่นดินทั่วทั้งผืนโลกเกิดการเคลื่อนตัวไปถึง 1 เซนติเมตร และยังไปกระตุ้นทำให้เกิดแผ่นดินไหวทั่วโลกอีกด้วย

ภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่สามรถคาดเดาและป้องกันได้ร้อยเปอร์เซนต์เพราะฉะนั้นเราควรใช้ชีวิตอย่างมีสติเมื่อเข้าอยู่ใกล้ชายฝั่ง และพยายามเฝ้าสังเกตุความผิดปกติอยู่เสมอ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงได้เมื่อใด

คาดการณ์ความก้าวทางวิทยาศาสตร์ในอนาคตมีดังนี้

เทคโนโลยีหลายๆอย่างที่ถูกพัฒนามาด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์อยู่ก็มาโข เราคงคิดว่าในอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก แล้วจะเป็นไปได้เหรอ นี่คือสิ่งที่หลายคนมักตั้งคำถาม หากมองย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน ที่โลกเราจะคงติดต่อสื่อสารด้วยส่งจดหมายหากัน

ในเวลาต่อมาสิ่งประดิษฐ์อย่างโทรศัพท์ ก็ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งาน ให้สามารถคุยกันแบบได้ยินเสียงได้ นี่จึงเป็นไปได้ว่าอนาคตเรานั้นสิ่งต่างๆอาจจะถูกพัฒนายิ่งขึ้น แต่จะมีอะไรบ้างที่ถูกคาดการณ์เอาไว้ในอนาคตบ้างนั้นมีดังนี้

Wi-Fi กระจายทั่วโลก

สังเกตได้จาดหลายๆพื้นที่ตามชนบทหรือต่างจังหวัดไม่จะอยู่แถบทวีปไหน จะเห็นได้ว่าบริเวณชุมชนเหล่านี้เป็นแหล่งที่อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไม่สามารถเข้าถึงได้ บริษัท OneWeb เป็นหนึ่งบริษัทที่อยู่ภายใต้การดูแลของ Virgin Group มีเป้าหมายในการสร้างอินเตอร์เน็ตที่จะครอบคลุมทั่วโลกภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า ในปี 2018 ได้ทำการปล่อยดาวเทียมขึ้นไปถึง 10 ตัว เพื่อวางแบบแผนให้อินเตอร์เน็ตเข้าถึงบ้านทุกหลัง โรงเรียนทุกแห่ง และศูนย์สุขภาพตามชนบท

หน้ากากป้องกันเสียง

เราเคยเห็นแต่หน้ากากอนามัยที่ใช้ในการปิดจมูกเพื่อหลีกเลี่ยงมลพิษทางหายใจกันเป็นอย่างมาก แต่ไม่ช้าหรือเร็วนี้การค้นพบว่ามลพิษทางการได้ยินก็สำคัญไม่แพ้กัน จึงมีการคาดการณ์เอาไว้จะสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันเสียงที่ไม่ต้องการได้ยิน มันช่วยทำให้เรานั้นมีสมาธิที่จะตั้งใจทำได้อย่างมากขึ้น

ยารักษาเอดส์

คงจะเป็นทราบดีว่าแต่ก่อนนั้นโรคเอดส์ไม่มียาตัวไหนจะสามารถช่วยชีวิตเอาไว้ได้ คงได้แต่รอว่ามันสำแดงฤทธิ์เมื่อไหร่ แต่ในปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์ด้านอาหารและยาถูกพัฒนาขึ้นทำให้มียาที่จะสามารถทำให้ผู้ติดเชื้อนี้มีชีวิตอยู่ที่นานมากขึ้น และในอนาคตมีแนวโน้มที่จะสามารถสร้างแอนติบอดี้ที่รักษาผู้ติดเชื้อนี้ให้หายได้

อิเล็กทรอนิกส์ในร่างกาย

หรือที่เขาเรียกกันว่าการฝังชิฟไว้ในร่างกาย เรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลายคนคาดเดากันไปว่าในอนาคตมันต้องมีแน่ๆ ซึ่งนั้นก็อาจจะเป็นไปได้ในอีกหลาย100ปีข้างหน้า ที่มนุษย์เราจะถูกฝังอิเล็กทรอนิกส์ไว้ในร่างกาย โดยมีการสร้างงานผ่านสมอง เพียงแค่เราคิดร่างกายเราจะทำการโดยอัตโนมัติเหมือนกับหุ่นยนต์ โดยที่เราไม่ต้องออกคำสั่งให้แขนหรือขาต้องขยับ แต่จะเป็นคำสั่งที่ผ่านชุดความคิดจากสมองส่งผ่านชิฟในร่างกาย

ผ่าตัดเปลี่ยนหัว

ฟังดูแล้วน่าขนลุก แต่ทดลองนี้นั้นเกิดขึ้นจริงแต่กำลังทดลองอยู่ เพื่อนำมาใช้ในการรักษาโรคอัมพาตจากเส้นประสาทไขสันหลังด้วยไขสันหลัง นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะทำการทดลองนี้ให้สำเร็จ เพราะถ้าหากการรักษาแบบนี้สำเร็จ การผ่าตัดเปลี่ยนหัวก็จะมีโอกาสสำเร็จได้เช่นกัน

นวัตกรรมเหล่านี้นั้นล้วนมีทั้งการคาดเดา เตรียมวางแผน และมีที่เริ่มทำการทดลองไว้อย่างเรียบร้อย ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์โลกคนหนึ่ง เราควรเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเกิดอยู่เสมอ สิ่งที่เราคิดว่ามันไม่น่าเป็นไปได้ก็อาจจะเป็นไปได้ในอนาคตก็ได้

เพราะฉะนั้นเราควรเข้าถึงเทคโนโลยีและทำความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ให้มากที่สุด