ของโบราณเก่าแก่ที่ได้ถูกค้นพบนั้นทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างก็พากันอึ่งตะลึ่งกันเป็นแถวว่าในสมัยยุคก่อนนั้นมันมีเทคโนโลยีแบบน้แล้วหรอแล้วของที่ใช้นั้นมันสามารถบอกอะไรได้บางซึ่งเราเองก็ยังไม่เคยเห็นอะไรแปลกจากที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบกันใช่ไหมเรามาดูกันเลยว่าสิ่งของที่นักวิทยาศาสตร์นั้นพบเป็นของอะไรและมันถูกใช้งานอย่างไร

ปฏิทินของอดัม

ปกติแล้วเราจะรู้วันรู้เดือนถึงแม้จะไม่มีนาฬิกาแต่จะสังเกตการขึ้นลงของพระอาทิศแต่ถ้าว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ว่าในยุคไหนแค่การขึ้นลงธรรมดามันยังไม่ละเอียดพอการสังเกตทิศทางของแสงแรงเงาของพระอาทิตย์ในแต่ละนาทีแต่ละวันแต่ละฤดูก็คงจะบอกได้ละเอียดกว่าแต่นั้นก็ทำให้เกิดเป็นปฏิทินหินของอดัม  ปฏิทินอดัมมีลักษณะคล้ายๆกับเขาตั้งของประเทศอังกฤษ

ตรงที่เป็นหินเรียงในทุ่งกว้างและมีความเก่าแก่กว่าคริสตกาลปฏิทินของอดัมคาดว่าหน้าจะมีอายุกว่า7,5000ปีซึ่งมันมีความแก่ที่ทำให้เราคิดว่าในยุคนั้นมีเทคโนโลยีหรือมีของวิเศาอะไรกันแน่ที่เอาไว้ใช้ในยุคหินกันนอกจากนั้นก็ยังมีสิ่งที่แปลกไปกว่านั้นก็คือจะเห็นได้ว่ามีการจัดเรียงหินที่ในปัจจุบันนั้นก็ยังคงความสมบูรณ์เอาไว้พอที่จะบอกเวลาได้ถึงแม้ว่าจะมีการผุก่อนไปตามการเวลาไปแล้วก็ตามซึ่งมันได้สร้างความตื่นตาให้กับผู้เชี่ยวชาญเอาอย่างมากๆว่าหินที่ได้เรียงกันเอาไว้มันทำได้อย่างไร

หินซันสโตน

นับได้ว่าเป็นตำนานที่มีความยาวนานเพราะด้วยความหายากแล้วแต่ในเวลาต่อมาก้ได้มีการค้นพบหินซันสโตนซึ่งโดยเชื่อกันแล้วมันเป็นหินวิเศษที่มีความลึกลับที่ชาวไวกิงได้ใช้เป็นเข็มทิศเอาไวเป็นการนำทางในการเดินเรือซึ่งมันสามารถนำทางได้ทุกสภาพอากาศไม่ว่าพายุจะเข้าหรือว่าท้องฟ้านั้นจะมืดแค่ไหนก็ตามนอกจากนี้มันยังสามารถบอกได้อีกว่าพระอาทิตย์นั้น

มันอยู่ในตำแหน่งใดหาแสงที่มันสะท้อนกับหินจะการที่มันกระทบและทำการแทกส่องกับรังสียูวีแต่เดี๋ยวก่อนในยุคสมัยนั้นเขามีเทคโนโลยีแบบนี้กันแล้วหรอซึ่งมันก็ยังเป็นไปได้ยากมากถึงแม้ว่าจะทำให้นักวิทยาศาสตร์อึ่งทึ่งกับความสามารถของมันแบบนี้แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ว่ามันทำได้อย่างไรก็ชั่งเถอะแต่ที่แน่ๆนั้นเจ้าหินก้อนานี้มันสามารถบอกทิศทางได้อย่างแม่นยำ

อย่างกับว่าตามองเห็นและทำให้ชาวไวกิงนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญในส่วนของด้านการเดินเรือ แต่ใช่ว่าจะใช้ได้เลยว่ากันว่าคนที่ได้ครอบครองมักจะเป็นระดับของผู้นำเรือเท่านั้น

มนุษย์ค้นพบว่า โลกมีสัณฐานกลม โดยโป่งออกที่เส้นศูนย์สูตรและแบนที่ขั้วโลกมีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย 12,766 กิโลเมตร โลกไม่อยู่นิ่งแต่มีการเคลื่อนที่ใน 2 ลักษณะที่สำคัญคือ  หมุนรอบตัวเองรอบละ 1 วันและโคจรรอบดวงอาทิตย์รอบละ 1 ปี วันและปี

จึงเกิดจากการเคลื่อนที่ของโลก  ลักษณะการหมุนรอบตัวเองของโลก โลกหมุนรอบแกนสมมติที่ผ่านขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ แกนสมมตินี้จะชี้ไปยังจุดค่อนข้างจะคงที่บนฟ้า โดยในปัจจุบันแกนที่ผ่านขั้วโลกเหนือชี้ไปยังจุดซึ่งดาวเหนืออยู่ใกล้ ๆทิศทางที่โลกหมุน คือ จากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก กล่าวคือหมุนจากทางประเทศพม่ามาทางประเทศไทย การหมุนรอบตัวเองของโลก จึงทำให้เกิดทิศ

โลกหมุนจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก

เพราะฉะนั้นทิศจึงไปกับโลกตลอดเวลา การหมุนรอบตัวเองของโลกนอกจากจะทำให้เกิดทิศแล้ว ยังทำให้เกิดการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ตลอดทั้งดวงดาวทั้งหลายบนฟ้าด้วย   เมื่อโลกหมุนรอบตัวเองจะเห็นดวงดาวและดวงอาทิตย์ขึ้น-ตก เมื่อดวงอาทิตย์หรือดวงดาวกลับมาอยู่ตำแหน่งเดิม บอกให้ทราบว่าโลกได้หมุนรอบตัวเองแล้ว 1 รอบ หรือ 1 วัน

แต่ประเทศต่าง ๆ ไม่เห็นดวงดาวหรือดวงอาทิตย์พร้อมกันเพราะโลกกลม ดังนั้นการกำหนดเวลาเทียบกับดวงอาทิตย์จึงไม่ตรงกัน

โลกมีเส้นสมมติที่ใช้เปรียบเทียบเวลาระหว่างประเทศต่าง ๆ ได้ เส้นสมมติดังกล่าวเรียกว่าลองจิจูด ซึ่งเป็นเส้นตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรโลก และตัดกันที่ขั้วโลก เส้นลองจิจูดวัดเป็นมุมโดยให้ลองจิจูด 0 องศา ผ่านประเทศอังกฤษ หรือลองจิจูดของกรีนิช ประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันออกของอังกฤษอยู่บนเส้นลองจิจูดตะวันออก ตั้งแต่ 0 องศาถึง 180 องศาตะวันออก

ประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันตกของอังกฤษ อยู่บนเส้นลองจิจูด 0 องศาถึง 180 องศาตะวันตก
นั่นคือ ลองจิจูด 360 องศา จึงเท่ากับ 24 ชั่วโมง 15 องศา จึงเท่ากับ 1 ชั่วโมง หรือ 1 องศา จึงเท่ากับ 4 นาที  จากที่ศึกษาข้อมูล พบว่า  โลกหมุนรอบตัวเองมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยบริเวณเส้นศูนย์สูตร ความเร็วในการ หมุนรอบตัวเองของโลกเท่ากับ 1,700 กิโลเมตร / ชั่วโมง ส่วนบริเวณละติจูดที่ 60 องศา ความเร็วของการหมุนรอบตัวเองของโลกจะมีค่าประมาณ 850 กิโลเมตร / ชั่วโมง หรือประมาณครึ่งหนึ่งของความเร็วที่ศูนย์สูตร

แต่บริเวณขั้วโลกความเร็วในการหมุนรอบตัวเองของโลกมีค่าเป็นศูนย์
ผลจากการที่อัตราความเร็วของการหมุนรอบตัวเองของโลกต่างกัน จะมีผลตามมาที่สำคัญ คือ แรงเหวี่ยงของโลกมีผลต่อน้ำหนักของวัตถุ เพราะเป็นแรงหนีศูนย์กลาง ดังเช่น วัตถุชิ้นหนึ่งมีน้ำหนัก 250 กิโลกรัมที่ศูนย์สูตร ขณะที่โลกยังไม่มีแรงเหวี่ยง แต่ถ้าโลกมีแรงเหวี่ยงเกิดขึ้นจะทำให้น้ำหนักของวัตถุเท่ากับ 249 กิโลกรัม 

เรื่อง M60-UCD1

ในอวกาศหรือนอกโลกของเราออกไปนั้นมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมายโดยที่เราไม่รู้และไม่เคยได้ยิน     มาก่อน กาแลกซี่ ระบบสุริยะ ดาวเคราะห์ ดาวหาง หรือดวงดาวต่างๆ ที่อยู่ในอวกาศนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับโลกของเรา 

ก็มีความเกี่ยวเนื่องกับสิ่งเหล่านี้ด้วย ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ได้มีการค้นพบสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในอวกาศและหาคำตอบเพื่อมาอธิบายที่สิ่งพวกเขาค้นพบ แต่ก็มีบ้างอย่างที่แม้จะสามารถค้นพบแต่ยังไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเพราะบาง    สิ่งนั้นยังหาสิ่งที่จะมาอธิบายไม่ได้

ในจักรวาลที่แสนกว้างใหญ่นั้นมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย

โดยสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นอะไรที่เราเองเมื่อได้รับรู้ยังไม่น่าเชื่อว่าจะมีสิ่งแบบนี้อยู่จริงๆ หนึ่งในสิ่งน่าสนใจที่นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ได้ มีการค้นพบนั้นก็คือ หลุมดำ สำหรับหลุมดำที่ได้มีการค้นพบมันคือสิ่งที่สามรถดูดเอาระบบสุริยะของเรา เข้าไปได้ทั้งระบบกันเลย ในวันนี้เรามาทำความรู้จักกับหลุมดำที่มีชื่อว่า M60-UCD1 กันเลยมันคือหลุมดำมวลยวดยิ่ง ระดับซูเปอร์แมดซีด ซึ่งมันเป็นหลุมดำที่มีความหนาแน่นมากๆ

ในจุดศูนย์กลางของกาแลกซี่ที่มีชื่อว่า M60-UCD1

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้มีการขนานนามให้กับมันว่า  มอนสเตอร์แบล็ค หรืออีกชื่อหนึ่งจะเรียกว่าสัตว์ประหลาดสีดำนั้นเอง โดยมันอยู่ห่างจากโลกของเราไปถึงห้าสิบสี่ล้านปีแสง และยังมีมวลของหลุมดำมหาศาลมากซึ่งเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ ถึงยี่สิบเอ็ดล้านดวงกันเลย

และยังมากกว่าดวงอาทิตย์ในกาแลกซี่ทางช้างเผือกถึงสี่เท่า สำหรับเจ้ากาแลกซี่M60-UCD1 นี้ องค์การนาซ่าได้มีการค้นพบเมื่อไม่นานมานี้เอง เจ้ากาแลกซี่นี้เป็นกาแลกซี่แคระ  ที่มีขาดเล็กมากมันมีขนาดที่น้อยกว่ากาแลกซี่ทางช้างเผือกของเรา

ถึงห้าร้อยเท่ากันเลย ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 300 ปีแสง แต่ถึงมันจะมีขนาดที่เล็กกว่ากาแลกซี่ของเราแต่ในทางกลับกันในกาแลกซี่ นั้นมีดาวอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นมาก และนักวิทยาศาสตร์ยังได้บอกอีกว่า ถ้าหากโลกของเรามองเห็นดาวบนท้อง 4,000 ดวง

แต่ในกาแลกซี่ที่มีชื่อว่า M60-UCD1 นั้นจะมองเห็นดาว ได้มากถึง 1,000,000 ดวงเลยที่เดียว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามถึงหลุมดำ  ที่ได้มีการพบเห็นมากแค่ไหนแต่มัน ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่มีสิ่งไหนอย่างที่จะเข้าใกล้อย่างแน่นอน

เชื่อเถอะว่าหลายๆคนอยากจะเดินทางข้ามเวลากันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางย้อนเวลาไปยังอดีตที่ผ่านมาแล้ว หรือ การเดินทางข้ามเวลาไปยังอนาคต

สิ่งเรานี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าสามารถทำได้จริง

เพราะทุกคนมีความเชื่อมาจากหลายๆอย่างเช่น ภาพยนตร์ การ์ตูน นวนิยาย ที่มีการสร้างเรื่องเกี่ยวกับอวกาศ มิติที่สาม การเดินทางข้ามเวลา บวกกับทฤษฎัสัมพันธภาพของอัลเบิร์ต ไอสไตน์ ที่ถึงแม้จะยังไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันข้อเท็จจริงของทฤษฎีนี้ได้

แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลาย100ปี ได้มีข่าวต่างๆนานาเกิดขึ้นเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลา อย่างเรื่องเครื่องบินของสายการบินไมอามี่เดินทางข้ามข้ามเวลามาอนาคต

 

การปรากฏตัวของหญิงสาวซึ่งอยู่ในภาพถ่ายขณะเดินที่มือกำลังถือโทรศัพท์อยู่ที่หูอยู่นั้น

ซึ่งในเวลาของยุคนั้นยังไม่มีเครื่องมือสื่อสารที่สามารถพกได้ และในเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้มีข่าวว่ามีชายหนุ่มอายุวัย 25 ปี ได้เดินทางมาจากโลกอนาคต ได้ทำการอ้างตัวเป็นสมาชิกที่อยู่ในการทดลองขององค์กรหนึ่งที่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นที่ไหน ที่ได้ทำการทดลองการส่งมนุษย์ในการเดินทางข้ามเวลา และเขาได้ย้อนเวลามายังปัจจุบัน

ซึ่งได้ทำการสอบสวนอย่างละเอียดและทำการสอบสวนโดยให้เขานั้นพูดกับการตรวจสอบผ่านเครื่องจับเท็จ ปรากฏว่าเครื่องจับเท็จไม่แจ้งเตือนการพูดเท็จใดๆขึ้นเลย ซึ่งเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ถึงกับต้องแปลกใจว่า และสงสัยว่าเครื่องจับเท็จนี้เสียหรือใช้งานไม่ได้

แต่เมื่อทำการทดสอบโดยการพูดเท็จจากเจ้าหน้าที่หลายๆคนแล้วปรากฏว่าเครื่องจับเท็จนี้ส่งสัญญาณเตือนและทำงานอย่างปกติ รายงานข่าวนี้โด่งดังมากถึงแม้ว่าจะยังมีคนทั้งเชื่อและไม่เชื่อ ที่ออกมาว่าเป็นเรื่องโกหก คงจะมีการเตรียมกันไว้แล้ว

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เองนั้นก็ได้ทำการตรวจหาประวัติของชายหนุ่มนี้

ก็พบว่าไม่มีประวัติของบุคคลอยู่บนฐานข้อมูลใดๆในประเทศและต่างประเทศ กลายเป็นว่าเรื่องนี้ทำให้ใครหลายคนเริ่มสนใจเกี่ยวกับการเดินทางย้อนเวลามากขึ้น ชายหนุ่มคนนี้ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ถึงเรื่องในอนาคตว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างอย่าง ทรัมป์ ที่จะได้เป็นนายกของสหรัฐอีกสมัย

ระบบการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ หรือ Ai จะมีประสิทธิ์ภาพการทำงานมากขึ้นและแพร่หลาย รวมไปถึงที่เขาบอกว่าโลกเราจะสามารถสร้างรถไฟฟ้าที่วิ่งได้ไกลถึง 600 ไมล์ต่อการชาร์จพลังแค่ 1 ครั้งเท่านั้น นอกจากนี้แล้วเขาได้บอกว่าตัวเองนั้นมีอายุมาก 50 แต่ได้กินยาที่ทำให้กลับมาเหมือนหนุ่ม เขาบอกอีกว่าเขาเป็นนักเดินทางข้ามเวลามาจากปี 2021

โดยองค์กรลับ และองค์นี้จะเปิดเผยตัวตนเมื่อปี 2028 อย่างไรแล้วเรื่องนี้ยังคงต้องการข้อพิสูจน์กันต่อไปและพิจารณาเรื่องนี้เอาไว้หากว่าสิ่งที่ชายหนุ่มคนนี้พูดนั้นเกิดขึ้นจริง ก็มีความเป็นไปได้ที่เรื่องการเดินทางเดินข้ามเวลานั้นเป็นเรื่องจริงเช่นเดียวกัน

ภัยธรรมชาตินั้นเรไม่สามารถที่จะคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ที่ใด เวลาใด

เพราะเป็นที่เหนือการควบคุมของมนุษย์เราทำได้เพียงแค่เฝ้าระวัง และเตรียมกับภัยภิบัติอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเราที่ไม่มีกำลังมากพอที่จะหยุดยั้งภัยที่เกิดจากได้ธรรมได้ เราจึงจำเป็นศึกษาและตื่นตัวและตระหนักถึงภัยเหล่านี้อยู่เสมอ ภัยที่เกิดจากธรรมชาติก็ได้แก่ น้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว ฟ้าผ่า ไฟไหม้ ดินโคลนถล่ม และสึนามิ เป็นต้น

เรารู้ทุกคนในประเทศไทยได้รู้จักสึนามิภัยที่เกิดจากคลื่นยักษ์ในทะเลเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม เมื่อปี พ.ศ. 2547 เป็นครั้งแรกที่เกิดภัยภิบัติทางทะเลที่ใหญ่มากสำหรับคนไทย เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับทุกคนว่าคลื่นยักษ์เหล่านี้มาจากไหนและเกิดขึ้นได้อย่างไรสึนามินั้นเป็นภาษญี่ปุ่นที่นำเอาคำว่าสึที่แปลว่า ท่าเรือ และนะมิที่แปลว่าคลื่น เอาสองคำนี้มารวมกัน

ถูกบัญญัติขึ้นโดยชาวประมงของญี่ปุ่น ผู้ที่ซึ่งกำลังแล่นเรือกลับเข้ามาที่ท่าเรือ และพบว่าสิ่งต่างๆที่เคยอยู่ที่ท่าเรือได้ถูกทำลายและพังพินาศไปจนหมดสิ้น เนื่องจากตอนที่เขาเดินเรืออยู่กลางทะเลนั้นจะไม่สามารถรู้ได้ถึงความผิดปกติ

แต่ว่าสึนามินั้นจะส่งผลก็ต่อมันอยู่ใกล้ชายฝั่ง จึงเป็นคลื่นที่ส่งกระทบต่อผู้คนที่อยู่ชายฝั่งหรือท่าเรือ จึงเป็นได้นำเอาลักษณะและการเกิดความเสียหายมาตั้งเป็นชื่อ 

สึนามินั้นมีสาเหตุการเกิดอยู่ด้วยหลายอย่าง เช่น แผ่นดินไหวใต้ทะเล ภูเขาไฟใต้ทะเลระเบิด หรืออาจจะเป็นอุกกาบาตที่ตกลงสู่ทะเล

สาเหตุเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุที่ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิได้

คลื่นสึนามินั้นเป็นคลื่นที่ไม่มีเหมือนกับคลื่นทะเลโดยทั่วไป เพราะเป็นคลื่นที่มีความยาวคลื่นมากกว่าคลื่นปกติ แทนที่จะเป็นคลื่นหัวแตกแต่ว่าสึนามินั้นจะค่อยเพิ่มระดับความสูงของคลื่นมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคลื่นยักษ์อย่างที่เรารู้จักกัน แม้ว่าพลังการทำลายของมันจะจำกัดพื้นที่อยู่แค่ชายฝั่งแต่ว่าก็สามารถทำลายล้างได้เป็นบริเวณกว้างทั้งแอ่งของมหาสมุทรได้ 

สึนามิครั้งที่เรียกได้ว่าเป็นภัยธรรมชาติครั้งที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในโลกเกิดขึ้นเมื่อปี 2004 ในมหาสมุทรอินเดีย โดยมีการจารึกเอาไว้ว่าเป็นภัยธรรมชาติที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดถึง 230,0000 คนและพื้นที่การเสียหายครอบคลุมถึง 14 ประเทศที่ติดกับมหาสมุทรอินเดีย

โดยหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบด้วยก็คือ ประเทศไทย ในปี .. 2547 หรือปีค.. 2004 เวลาประมาน 07.58 นาฬิกาตามเวลาในประเทศไทย ได้เกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลขึ้นโดยศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลอยู่ที่กลางมหาสมุทรอินเดียลึกลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ใกล้ด้านตะวันตกของเหนือของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวส่งผลมายังภาคใต้ของประเทศไทย

ซึ่งคาดการณ์ว่าเกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลกใต้มหาสมุทรอินเดีย และได้กระตุ้นทำให้เกิดคลื่นยักษ์ที่สูงราวๆ 30 เมตร พัดเข้าท่วมชายฝั่งและบ้านเรือนของผู้อาศัยตามแนวชายฝั่ง โดยประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศศรีลังกา ประเทศอินเดียและประเทศไทยไล่ลงมาตามลำดับ ความรุนแรงของแผ่นดินไหวอยู่ที่ แมกนิจูด 9.1 ถึง 9.3 ตามมาตราโมเมนต์ และส่งผลให้แผ่นดินไหวในครั้งนี้ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกจากที่เคยวัดได้

และเป็นแผ่นดินไหวที่มีคาบเวลาการไหวยาวนานมากที่สุด อยุ่ที่ประมาณ 8.30 ถึง 10 นาที ซึ่งทำให้แผ่นดินทั่วทั้งผืนโลกเกิดการเคลื่อนตัวไปถึง 1 เซนติเมตร และยังไปกระตุ้นทำให้เกิดแผ่นดินไหวทั่วโลกอีกด้วย

ภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่สามรถคาดเดาและป้องกันได้ร้อยเปอร์เซนต์เพราะฉะนั้นเราควรใช้ชีวิตอย่างมีสติเมื่อเข้าอยู่ใกล้ชายฝั่ง และพยายามเฝ้าสังเกตุความผิดปกติอยู่เสมอ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงได้เมื่อใด

คาดการณ์ความก้าวทางวิทยาศาสตร์ในอนาคตมีดังนี้

เทคโนโลยีหลายๆอย่างที่ถูกพัฒนามาด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์อยู่ก็มาโข เราคงคิดว่าในอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก แล้วจะเป็นไปได้เหรอ นี่คือสิ่งที่หลายคนมักตั้งคำถาม หากมองย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน ที่โลกเราจะคงติดต่อสื่อสารด้วยส่งจดหมายหากัน

ในเวลาต่อมาสิ่งประดิษฐ์อย่างโทรศัพท์ ก็ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งาน ให้สามารถคุยกันแบบได้ยินเสียงได้ นี่จึงเป็นไปได้ว่าอนาคตเรานั้นสิ่งต่างๆอาจจะถูกพัฒนายิ่งขึ้น แต่จะมีอะไรบ้างที่ถูกคาดการณ์เอาไว้ในอนาคตบ้างนั้นมีดังนี้

Wi-Fi กระจายทั่วโลก

สังเกตได้จาดหลายๆพื้นที่ตามชนบทหรือต่างจังหวัดไม่จะอยู่แถบทวีปไหน จะเห็นได้ว่าบริเวณชุมชนเหล่านี้เป็นแหล่งที่อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไม่สามารถเข้าถึงได้ บริษัท OneWeb เป็นหนึ่งบริษัทที่อยู่ภายใต้การดูแลของ Virgin Group มีเป้าหมายในการสร้างอินเตอร์เน็ตที่จะครอบคลุมทั่วโลกภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า ในปี 2018 ได้ทำการปล่อยดาวเทียมขึ้นไปถึง 10 ตัว เพื่อวางแบบแผนให้อินเตอร์เน็ตเข้าถึงบ้านทุกหลัง โรงเรียนทุกแห่ง และศูนย์สุขภาพตามชนบท

หน้ากากป้องกันเสียง

เราเคยเห็นแต่หน้ากากอนามัยที่ใช้ในการปิดจมูกเพื่อหลีกเลี่ยงมลพิษทางหายใจกันเป็นอย่างมาก แต่ไม่ช้าหรือเร็วนี้การค้นพบว่ามลพิษทางการได้ยินก็สำคัญไม่แพ้กัน จึงมีการคาดการณ์เอาไว้จะสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันเสียงที่ไม่ต้องการได้ยิน มันช่วยทำให้เรานั้นมีสมาธิที่จะตั้งใจทำได้อย่างมากขึ้น

ยารักษาเอดส์

คงจะเป็นทราบดีว่าแต่ก่อนนั้นโรคเอดส์ไม่มียาตัวไหนจะสามารถช่วยชีวิตเอาไว้ได้ คงได้แต่รอว่ามันสำแดงฤทธิ์เมื่อไหร่ แต่ในปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์ด้านอาหารและยาถูกพัฒนาขึ้นทำให้มียาที่จะสามารถทำให้ผู้ติดเชื้อนี้มีชีวิตอยู่ที่นานมากขึ้น และในอนาคตมีแนวโน้มที่จะสามารถสร้างแอนติบอดี้ที่รักษาผู้ติดเชื้อนี้ให้หายได้

อิเล็กทรอนิกส์ในร่างกาย

หรือที่เขาเรียกกันว่าการฝังชิฟไว้ในร่างกาย เรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลายคนคาดเดากันไปว่าในอนาคตมันต้องมีแน่ๆ ซึ่งนั้นก็อาจจะเป็นไปได้ในอีกหลาย100ปีข้างหน้า ที่มนุษย์เราจะถูกฝังอิเล็กทรอนิกส์ไว้ในร่างกาย โดยมีการสร้างงานผ่านสมอง เพียงแค่เราคิดร่างกายเราจะทำการโดยอัตโนมัติเหมือนกับหุ่นยนต์ โดยที่เราไม่ต้องออกคำสั่งให้แขนหรือขาต้องขยับ แต่จะเป็นคำสั่งที่ผ่านชุดความคิดจากสมองส่งผ่านชิฟในร่างกาย

ผ่าตัดเปลี่ยนหัว

ฟังดูแล้วน่าขนลุก แต่ทดลองนี้นั้นเกิดขึ้นจริงแต่กำลังทดลองอยู่ เพื่อนำมาใช้ในการรักษาโรคอัมพาตจากเส้นประสาทไขสันหลังด้วยไขสันหลัง นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะทำการทดลองนี้ให้สำเร็จ เพราะถ้าหากการรักษาแบบนี้สำเร็จ การผ่าตัดเปลี่ยนหัวก็จะมีโอกาสสำเร็จได้เช่นกัน

นวัตกรรมเหล่านี้นั้นล้วนมีทั้งการคาดเดา เตรียมวางแผน และมีที่เริ่มทำการทดลองไว้อย่างเรียบร้อย ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์โลกคนหนึ่ง เราควรเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเกิดอยู่เสมอ สิ่งที่เราคิดว่ามันไม่น่าเป็นไปได้ก็อาจจะเป็นไปได้ในอนาคตก็ได้

เพราะฉะนั้นเราควรเข้าถึงเทคโนโลยีและทำความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ให้มากที่สุด